มันโอเคมั้ยถ้าเราจะไม่ปกติ?
“Is it okay to not be normal?”
ว่าไง
So hi,
วันนี้ฉันจะทำอะไรที่แปลกไปจากเดิมแบบสุด ๆ ไปเลย

Today I’m going to do something that is absolutely abnormal for me

ฉันจะเป็นคนแบบที่ทุกคนยอมรับให้ดู

To become normal

ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เพราะว่าฉันยังแข็งแรงแล้วก็ไม่ได้เห็นภาพหลอนอะไร ฉันยังได้ยินชัดแจ๋ว แถมยังพูดได้เรื่อย ๆ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่เธออยากให้ฉันทำ

Oh no, I am mentally healthy and physically fine. I can hear all right. And I can as well talk non-stop, if blabbling counts, if that’s what you want me to do.

มันเป็นแค่ความคิดชั่ววูบ อยู่ดี ๆ หลังจากที่ลืมตาและนอนมองเพดานทั้งที่ยังสลึมสลืออยู่ ความคิดบางอย่างก็กระเด้งกระดอนเข้ามาในหัว ความคิดที่ว่าวันนี้อาจจะมี ‘อะไรสักอย่าง’ เกิดขึ้นก็ได้

It just so happened that this morning when I woke up and looked up at the ceiling, while the sleep hadn’t yet left my eyes completely, I was slammed with the sudden thought that today might be the day of something.

ในตอนที่กำลังถูกดึงให้ออกจากดินแดนแห่งความฝัน แต่ก็ยังติดอยู่หลังบานประตูที่จะเปิดออกไปเจอโลกแห่งความเป็นจริง

ทุกสิ่งรอบตัวขุ่นมัวและไม่ชัดเจน นั่นรวมถึงสมองที่ยังไม่พร้อมจะประมวลผลอะไรทั้งนั้น และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บางทีการกระทำของเราที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นดูไม่เข้าท่าเหมือนอย่างคนในทีวีที่ตัดสินใจทำอะไรโง่ ๆ ออกมาก็ได้

In that state of mind where you’re yanked from the dreamland and not yet to open the door to the reality, everything is hazy and prompt you to become one of those on the stupid TV show where they make stupid decisions.

และเพราะฉันเองก็คงจะไม่ต่างจากคนในทีวีหลังจากตื่นนอนสักเท่าไหร่ ฉันเลยคิดไปว่านั่นเป็นความคิดที่โคตรใช่ การเริ่มต้นวันใหม่เหมือนกับที่ทำเมื่อวาน หรือวันก่อนหน้าก็เลยเป็นอะไรที่ไม่น่าเข้าท่าเท่าไหร่ จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างล่ะถ้าดันทำแต่สิ่งเดิม ๆ เหมือนอย่างที่แล้วมาทั้งชีวิตน่ะ?

So yeah, I thought that idea was perfect. And starting the day like I did yesterday or days before might be a no-go. Because what will ever change if you do the exact same thing as you did for the past that is your entire life?

เพราะงั้น แทนที่ฉันจะหันไปคว้าขวดน้ำแล้วยกดื่มไปครึ่งขวดเหมือนทุก ๆ วัน ฉันเลยเลือกที่จะเดินตรงเข้าห้องน้ำ แล้วก็แปรงฟันให้รู้แล้วรู้รอด

So instead of grabbing a water bottle and downing half of its content, I make a beeline to the bathroom and brush  my teeth.

รู้สึกแปลก ๆ แฮะ อันที่จริงฉันไม่ใช่คนที่ตื่นมาแปรงฟันแบบนี้ แต่จะรอจนทานอาหารเช้าให้เสร็จก่อนแล้วถึงค่อยแปรงฟัน เหมือนจะเคยได้ยินมาว่าแปรงฟันหลังจากที่ทานพวกผลไม้หวาน ๆ หรือซีเรียล (แหงล่ะ ว่าต้องใส่นมด้วย) ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูงและเป็นอาหารเช้าประจำวันของฉันจะดีกว่าแปรงหลังจากตื่นตอน

And I start to feel different then, because I don’t actually brush my teeth until after breakfast since I heard it is better to do so after the amount of sugary fruit and cereal (with milk, of course) that is my usual meal for breakfast traveled down my throat.

ก็แปลกไปอีกแบบนะ รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายไปอีกแบบ

(​แล้วก็นะ อะไรไม่รู้ดลใจให้ฉันเปิดกูเกิล แล้วดันไปเจอกับข้อเท็จจริงที่ลบล้างความเชื่อเรื่องแปรงฟันก่อนอาหารเช้าไปซะหมดจด นั่นก็คือการแปรงฟันที่ดีควรแปรงก่อนทานอาหาร เพราะจำนวนแบคทีเรียที่ค้างอยู่ในปากตั้งแต่ตอนกลางคืน พอมาเจอเข้ากับอาหารที่พอเข้าปากก็แปลงร่างเป็นน้ำตาลและกรด ทำให้ฟันเสียและมีปัญหาในช่องปาก ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ต้องเลื่อนนัดหมอฟันเร็วขึ้นจากวันนัดจริง แย่ชะมัดเลยว่ามั้ย)

I find it refreshing and unexpectedly comforting (I just found on Google it is, after all, better to brush your teeth before breakfast due to the amount of overnight bacteria and that they may react with the food consumed by soaking sugars and acid which can move your schedule with the dentist closer than the appointed date. Damn it)

นี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีก็ได้ ฉันเลยยิ้มแฉ่งใส่เงาสะท้อนของฉันบนกระจกแล้วก็พบว่าคิ้วมันแหว่งไปแบบไม่น่าให้อภัย จากนั้นก็เหมือนจะสังเกตอะไรง่ายไปหมด ทั้งสิวหัวดำ รูขุมขนกว้างเหมือนหลุมบนดวงจันทร์ แล้วก็รอยยับย่นที่เกิดขึ้นบริเวณหางตา

ฉันหุบยิ้ม น่าเศร้าที่นั่นยิ่งทำให้สายตาของฉันไปโฟกัสที่ส่วนอื่น อย่างพุงที่ยื่นออกมา เนื้อตรงช่วงแขนที่เหลวผิดปกติ แล้วก็ตำหนิต่าง ๆ ที่ระบายเป็นหย่อม ๆ ตามผิว

I’d say I get a good start of the day. I smile brightly at my reflection in the mirror and spot some part of my eyebrows missing. And then those blackheads and pore and crinkles around my eyes. I stop smiling all together which, unforfunately, allow me to notice the plush belly, my flappy arms and flawed skin.


ฉันในเงาสะท้อนมองกลับมาด้
วยสายตาว่างเปล่า โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่ แต่นั่นอาจเป็นเพราะฉันประหม่าไปเองก็ได้ ฉันบอกตัวเองตอนนั้นว่านั่นก็โอเคเหมือนกัน  เพราะว่าวันนี้จะต่างออกไปจากเดิมอย่างแน่นอน

The reflection that is me on the mirror stare blankly at me. I can’t read what the person in front of me is thinking. But then, I realize I’m just being self-conscious. I think that’s okay. Because today will be different.

ฉันยิ้มอีกครั้ง แต่มันกลับดูฝืนจนต้องหมุนก๊อกแล้วสาดน้ำใส่หน้า หยดน้ำเย็นไหลผ่านใบหน้า และทิ้งไว้เพียงความสดชื่นเกาะชื้นตามผิว หัวของฉันโล่งขึ้น แผนการที่จะทำให้ทุกคนยอมรับผุดเข้ามาในหัวราวกับดอกเห็ด

I smile again, but it looks so strained I have to turn on the faucet and splash some water on my face. It’s cold, but refreshing. It clear my head. I start to plot on how to become normal.

แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถึงฉันจะแข็งแรงทั้งภายในและภายนอก แต่ฉันดันชอบคิดและทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยทำกันซะอย่างนั้น ฉันชอบเถียง เปิดเผยความรู้สึกอย่างไม่มีกั๊ก และพร้อมแสดงความคิดเห็นทันทีที่ฉันคิดว่าสิ่งที่ได้ยินมันไม่เข้าท่า และรู้อะไรมั้ย?

แทนที่ฉันจะได้ฟังความคิดจากอีกฝ่ายอย่างที่ในหนังสือหลายเล่มบอกมา สิ่งที่ฉันได้กลับมา กลับเป็นสายตาที่มองมาที่ฉันราวกับเป็นตัวประหลาด

The thing is, while I’m both mentally and physically healthy, I tend to think and act somewhat differently than others. I don’t back away from any arguments. I’m open about my feelings and voice things out when I find they don’t sound right and instead find eyes looking at me strangely in return.

ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ แต่ฉันยังรู้สึกกระอักกระอ่วนเวลาต้องอยู่กับคนเยอะ ๆ ด้วย นั่นทำให้ฉันมักใช้เวลาอยู่กับหนังสือและนั่งดูยูทูปมากกว่า เห็นอย่างนี้ฉันก็พูดนะ แต่ก็เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้

I also find being in a large crowd of people disconcerting which is why I spend most days accompanied by books and Youtube. I talk too, but only when necessary.
ดูเหมือนการที่ฉันอึดอัดกับการใช้เวลาอยู่กับคนเยอะ ๆ จะทำให้ ‘คนอื่น ๆ’ ที่ว่าคิดว่าฉันไม่เป็นพวก ‘ต่อต้านสังคม’ ก็ต้องไม่ ‘ปกติ’ แน่ ๆ ท้ังที่จริง ๆ ฉันแค่ชอบเก็บตัวและถนัดฟังมากกว่าเป็นคนเริ่มเปิดบทสนทนาเท่านั้นเอง

ทำอย่างกับคนที่ไม่พูดเสียงดัง ไม่ถ่ายรูปอาหารก่อนทาน และไม่ค่อยโลดแล่นอยู่ในโลกของโซเชียลมีเดียถูกเหมารวมเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกตีตราว่า ‘ไม่ปกติ’ งั้นแหละ

Me being uncomfortable with people let them think I’m somewhere between anti-social and abnormal while in actuality I’m just introverted and like listening to people instead of initiating conversation.

Apparently, those (men or women or those belonged to LGBTQ+ community of any ages) who don’t speak loud, don’t take pictures before meals  and don’t spend much time on any social media platforms are defined as someone with abnormality.

ฉันบอกไปหรือยังว่าตอนเด็ก ๆ ฉันเคยอ้วนมาก ๆ ด้วยนะ

แน่นอนล่ะว่าตอนนี้ไม่ได้น้ำหนักเกินมาเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ดื้อไม่ยอมหายไปไหน และรวมตัวเป็นชั้นไขมันอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ทั้งแขน ขาและหน้าท้อง ทิ้งหลักฐานเป็นลายน่าเกลียดพาดไปมา จนบางครั้งฉันก็รู้สึกอาย เหมือนกับเดินเนื้อตัวเปลือยเปล่าทั้ง ๆ ที่ใส่เสื้อผ้าครบ

มีครั้งหนึ่งที่เซลส์เดินเข้ามา กวาดสายตามองฉันหัวจรดเท้าแล้วก็พูดออกมาห้วน ๆ ว่าฉันควรจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับรูปร่างจากผู้เชี่ยวชาญ

To heft thing up, I was overweighted when I was younger. I lose some weight of course, but there are still extra kilos on some parts of my body which mark my skin with cracks and uneven lines on my thighs and waist. I feel bare despite the cloths I am wearing.

I was once approached by the salesperson who ran her eyes up and down my body and offered rather unkindly that I might need professional help on my body shape.

ฉันบอกเธอไปว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของเธอ พอมาตอนนี้ที่ฉันอยากจะกลายเป็นเหมือนคนที่ปกติบ้าง ฉันเองก็ไม่รู้ว่าฉันจะยังปฏิเสธข้อเสนอออกไปแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

I told her to mind her own business. I’m not sure had I wanted to become normal then, I would have still said no to that.

คนอื่นมักจะรู้ดีกว่าตัวเราเองเสมอใช่ไหมล่ะ?

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงดูภูมิอกภูมิใจที่ได้พูดประมาณว่า “เธอควรทำแบบนี้แทนที่จะทำแบบนั้นสิ” ไม่ก็ “อันนี้มันไม่ดีสำหรับเธอหรอก”

People always know what’s better for you, right? That may be why they talk so big and say something like “you should do this instead of that” or “this is no good for you.

“พอฉันถามกลับไปว่าทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ คนอื่น ๆ ที่ว่าดูจะตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็มันไม่มีใครเขาทำกันนี่นา”

When I ask why is that, they often say; “well, because no one does that.”

และตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้มากมายที่อาจเกิดขึ้น ถ้าเกิดใครสักคนกล้ามากพอที่จะยืดอกและประกาศคำพูดเจ๋ง ๆ อย่าง “ฉันจะพิสูจน์มันให้ดู”

And that’s when I start thinking about many things that could have happened if somebody had been eager enough to puff out their chest, saying some cool words like “I’ll show you just that”

ว่ากันตามตรง จะมีคนเชื่อในความเป็นไปได้ที่เราจะมีสิทธิเท่าเทียมและเสมอภาคสักกี่คน

ถ้าโรซ่า ปาร์คส ไม่ได้สละที่นั่งให้คนผิวขาวบนรถบัสในปีค.ศ. 1955 ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ความเท่าเทียมไม่สำคัญเท่าคำว่าการแบ่งแยก เนื่องจากกฏหมายและชนชั้นทางสังคมถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนตามสีผิวที่ดูจะมีอะไรมากไปกว่าการเล่นกลทางพันธุกรรม

ในช่วงเวลานั้น คนผิวสีถูกมองว่าเป็นชนชั้นที่ด้อยกว่า สิ่งที่ปาร์คส ที่มีสีผิวเข้มแสดงออกจึงทำให้เกิดทั้งความงงงวยและต้นเหตุของการจราจล 

งงงวยเพราะมันไม่ปกติที่อยู่ดี ๆ คนผิวสีที่ไม่ควรยืนอยู่ในพื้นที่ที่คนผิวขาวอยู่กลับกล้าที่จะท้าทายต่ออำนาจ ก่อให้เกิดการจราจลเพราะปาร์คสได้จุดประกายความหวัง ผู้คนเริ่มเชื่อในความเป็นไปได้ของคำว่า “ถ้า”

I mean, no one would ever have believed in the possibility of equal rights had Rosa Parks not given up seat on the bus for some white person in 1955 which was considered absurd due to the laws and social classes existed where your skin color demanded more than just the difference of the genetic mechanism.

At that time people with dark skin were deemed to be of inferiority and thus, Parks’ behavior led to bemusement and commotion. Bemused because it was not normal to be standing up against the authority. Commotion stirred right after because people of same skin began to see hope and were struck with the possibility of ‘what if’.

และใช่ ถ้านั่นจะทำให้ถูกตีความไปว่า ความไม่ปกติคือความปกติรูปแบบใหม่ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ งั้นหรือ?

So yes, maybe the abnormality is the new normality. But is it?

ฉันกระพริบตาใส่เงาสะท้อนบนกระจก ความคิดยังคงลอยวนอยู่ในหัว ฉันเริ่มตามหาเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องมาทำอะไรอย่างการกลายเป็นคนปกติเหมือนคนอื่น ๆ บ้าง

I blink at my reflection, still losing in my head. That’s when I question myself why I am doing this—to become normal—in the first place.

คลิกที่รูปภาพเพื่อรับชมคลิปวิดีโอ In A Heartbeat

ฉันคิดว่าความคิดประหลาด อาจจะเริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็ได้ ฉันกำลังนั่งเลื่อนดูคลิปบนยูทูปอยู่ดี ๆ ก็ไปเจอกับคลิปนึงที่น่าสนใจเข้า เกี่ยวกับการสัมภาษณ์เกย์สูงอายุถึงหัวข้อต่าง ๆ

โดยในคลิปนี้พวกเขาจะได้ดูหนังอนิเมชั่นสั้น ๆ เรื่อง ‘In A Heartbeat’ และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหลังจากที่ดูจบ ซึ่งโดยเนื้อหาหลัก ๆ จะพูดถึงเด็กผู้ชายตกหลุมรักเด็กหนุ่มอีกคน และราวกับหัวใจสามารถคิดและแสดงออกได้เองโดยไม่ต้องรับคำสั่งหรือคำอนุญาตจากเจ้าของ

มันแล่นตามเด็กหนุ่มอีกคนอย่างไม่คิดชีวิต อย่างไรก็ตาม ในตอนที่เด็กชายทั้งสองคนเจอหน้ากันแบบจัง ๆ ครั้งแรก เหตุการณ์ที่เหมือนกับในนิยายกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำนัก เพื่อนที่ผ่านไปมาตามโถงทางเดินต่างหยุดและจ้องเด็กชายทั้งสองคนที่ลงไปเกลือกอยู่บนพื้นทางเดิน มือของพวกเขาประคองหัวใจไว้คนละด้าน

สายตาของคนที่มองมาเต็มไปด้วยข้อครหาจนทำให้เด็กชายคนหนึ่งเกิดความรู้สึกละอาย และนั่นทำให้เด็กชายอีกคนรู้สึกอายและอึดอัดกับปฏิกริยาตอบสนองของอีกฝ่าย เด็กชายคนนั้นเดินจากไปพร้อมกับหัวใจแตกหัก

Which leads me straight to yesterday event. I was scrolling down the clips on Youtube and found the short video consisted of old gay men being interviewed.

They were asked to watch the short animated film ‘In A Heartbeat’  and to give some thoughts afterward. The film was about a boy falling in love with another boy, and as though the heart has its own mind, it’s already followed the other boy anywhere.

When they were face-to-face for the first time, it wasn’t as romantic as they thought it would be since they were not alone. Schoolmates were loitering along the hallway.

They stopped and starred rather pointedly at the two boys who somehow ended up sitting on the floor, each of their hand holding the heart. One of the boy looked ashamed while another barely contained his embarrassment from the other boy’s reaction. He then decided to pull away with the broken heart and left.

แน่นอนว่าเรื่องราวไม่ได้ตัดจบห้วน ๆ แบบนั้น เพราะที่สุดแล้วเด็กชายทั้งสองคนก็ตามหารักจนเจอ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่พวกเขาจะกลายเป็นรักนิรันดร์มั้ย แต่เป็นอะไรที่พวกเขาจะต้องเจอหลังจากนั้นต่างหาก

The story didn’t end there, of course. The boys found love at last. But still,

หลังจากที่ดูจบ เกย์สูงอายุทั้งสี่คนถูกถามถึงสาเหตุที่เด็กชายทั้งสองเบนสายตาหนีสายตาตัดสินและปฏิกริยาของคนที่ผ่านไปมา 

After that particular scene, they were asked  why the boys glanced away after the bystanders’ reactions.

คลิกที่รูปภาพเพื่อรับชมวิดีโอ Old Gays React To In A Heartbeat (Animated Short Film)

นี่คือคำตอบบางส่วนที่พวกเขาตอบ ตรงตามคำพูดทุกตัวอักษร
And this is what they answered, and I quote;

“เพราะว่าพวกเราเป็นแค่คนวงนอก เราไม่ถูกนับว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับคนวงใน เราคิดว่าพวกเขามีสิทธิ์ตัดสินเรา ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย” พวกเขาว่า “นี่คือโลกที่พวกเขาสร้างขึ้น ไม่ใช่เรา”

“Because we are outsiders. We are not in the mainstream. We think that they have a right to judge us when in fact, they do not.” They said, “this is the world they created. Not us.”

แล้วอะไรกันที่เรียกว่าปกติ?

ฉันคิดว่าเพราะคำถามนี้แหละที่ทำให้ฉันกล้าที่จะทำตัวให้เหมือนที่คนอื่นเขาทำกันบ้างสักวัน ทั้งวันนั้นฉันแต่งหน้า แต่งตัวด้วยชุดที่ดูดีที่สุด ออกไปข้างนอกและเลียนแบบสิ่งที่คนรอบข้างทำกัน ฉันคุยเสียงดัง และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คทั้งที่เพิ่งวางไปหมาด ๆ เมื่อวันทั้งวันสิ้นสุดลง ฉันได้ทำสิ่งที่คนทั่วไปทำกันจนเป็นปกติ แต่ฉันกลับเหนื่อยเหลือเกิน

So what is normal? I am eager to find that out. That is why I try to become someone I am not.During the day. I put on makeup, dress nicely, go out, talk to people and do any thing that most people do.I talk loud and pick up the phone as soon as I put it down. At the end of the day, I have done things that count as normal. But it was so exhausting.

ฉันรู้สึกแปลกประหลาด ไม่มีความสุข และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ฉันไม่คิดว่านั่นคือฉันเลยแม้แต่น้อย 

It feels weird. I’m not happy, and most importantly, it isn’t me at all.

ถ้าตัวเรายังไม่เป็นเรา แล้วจะทำสิ่งที่ใคร ๆ บอกว่าปกติไปทำไมกัน?

So what’s the point?ฉันพยายามปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของสังคม แต่มันกลับบีบรัดและทำให้ฉันหายใจไม่ออก การเป็นเหมือนคนอื่นไม่เหมาะกับฉัน กลับกัน การที่ฉันเป็นฉันแบบนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ยากเหลือเกิน

I try to fit in but it turns out too tight and I can’t breathe. Being normal doesn’t suit me, but being me isn’t something the world out there approves either.

ฉันเกือบจะสูญเสียตัวตนให้กับความตะกละของความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของสังคม แต่แล้วฉันก็ค้นพบความจริงที่ว่ายังมีคนอีกมากมายที่พยายามและล้มเหลวอย่างสวยงามเหมือนกันกับฉัน

It almost costs me. Almost. But then I realize I’m not alone. Physically maybe. But not when I know that there are also some people out there, trying and ending up failing successfully, like me. 

เพราะเราคือมนุษย์
ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกันและผูกพันกันในบางแง่มุม เราแบ่งปันลักษณะนิสัย และบางครั้งก็มีความคิดเห็นตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นจึงเป็นที่มาว่า แม้ว่าเราจะอยู่คนเดียว แต่เราจะไม่มีทางรู้สึกโดดเดี่ยวเป็นอันขาด 

We are humans.

And humans by nature are connected and wired. We share traits and sometimes thoughts. Thus, we are never alone.

เบื้องหลังประตูหนาทึบยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นเหมือนกันและรู้สึกแบบเดียวกับเรา ไม่ว่าขนาดของกลุ่มคนเหล่านั้นจะเล็กขนาดไหน แต่นั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าหากคุณเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปก่อน คนเหล่านั้นก็จะไม่แม้แต่ลังเลที่จะยื่นมือออกมาจับ และดึงคุณออกมาจากกรงสี่เหลี่ยมที่ขังคุณอยู่อย่างแน่นอน

There are still people who are of the same kind, though how tiny the community may be, it doesn’t change the fact that if you reach out, they will be there. 

มันจึงเป็นเรื่องที่โอเคมากที่จะรู้สึกแปลกและไม่เหมือนใครไปสักหน่อย เพราะการรู้สึกแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่ปกติมาก ๆ น่ะสิ

It’s okay to not be normal. Because, you know what, it’s totally normal.

ยอมรับความเป็นคุณในแบบฉบับของคุณเอง

ก็เหมือนกับการยอมรับว่าคุณแปลกและแตกต่างจากคนอื่น เป็นแกะดำในหมู่ก้อนขนสีขาว มันอาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันดีกว่าการแสร้งเป็นอีกคนที่คุณไม่ใช่เป็นไหน ๆ แน่ ๆ

Accept your ‘you-ness’ is hard because it is like accepting the fact that you are different from others, that you are a lone black sheep amongst the whites. It is disconcerting, yes, but it’s better than pretending to be someone else entirely.

ฉันก็คือฉัน ส่วนคุณก็คือคุณ ตราบใดที่การกระทำของเราไม่ได้ไปหนักหัวหรือสร้างภาระให้ใคร มันก็ยิ่งกว่าโอเคที่จะเป็นคุณในแบบที่คุณเป็น

I am me, and you are you. As long as your quirks don’t bother others, it’s fine just to be the way you are.

ทำในสิ่งที่มีความสุข เพราะนั่นคือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอย่างไรล่ะ

Do whatever that makes you happy. That is the greatest mission you are assigned. 

ขอบคุณภาพประกอบบทความ : เว็บไซต์ Pixabay และ freepik
บทความโดย : ปรียาภา พืชผล | บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ 7D Book & Digital