ทางเลือกสร้างอิสระทางการเงินก่อน 30 สำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท และเริ่มทำงานเมื่ออายุ 22 ปี

ก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่องแผนการในการลงทุนเพื่ออิสระทางการเงิน เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อิสระทางการเงินคืออะไร แล้วเราจะมีอิสระทางการเงินได้เมื่อไหร่กัน

หลายคนคงจะได้ยินคำพูดที่ว่า Passive Income หรือ พาสซีฟ อินคัม ที่มีคนเอามาพูดถึงกันอยู่บ้างแล้ว คำว่า Passive ในภาษาอังกฤษจะเป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า Active ซึ่งแปลว่าลงมือทำ

ดังนั้นความหมายของ Passive ก็น่าจะแปลว่าไม่ต้องลงมือทำก็ได้ ส่วนคำว่า Income แปลว่ารายได้ อาจจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าเช่า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นรายรับเข้ามาในกระเป๋าของเรา

ดังนั้นเมื่อผมเอาคำสองคำนี้มารวมกันคือ Passive Income ความหมายก็น่าจะเป็น “รายได้ที่เข้ากระเป๋าโดยที่ตัวเองไม่ต้องลงมือทำ” ซึ่งผมว่ามันน่าจะดีเลยทีเดียว

แต่ยังก่อน หากรายได้ที่เข้ามาโดยไม่ต้องทำงานแบบ Passive Income นั้นมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่รออยู่ข้างหน้าแล้ว คุณก็คงไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการต้องดิ้นรนทำงานเหมือนหนูถีบจักรเพียงเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอเพื่อมาใช้จ่ายทั้งเพื่อการครองชีพ และจ่ายหนี้สินประจำที่มีอยู่ดี

ส่วนความหมายของอิสระทางการเงิน หรือภาษาอังกฤษผมขอใช้คำว่า Financial independence ซึ่งหมายถึงสถานะทางการเงินที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งใด ๆ

ในที่นี้คือไม่ต้องทำงานก็มีเงินเพียงพอครอบครุมค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้หมด หากเขียนเป็นสมการคณิตศาสตร์ก็จะได้ว่า อิสระทางการเงิน = รายได้แบบไม่ต้องทำงาน (Passive Income) / ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 1

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

เมื่อเห็นสูตรแบบนี้ เรามีทางเลือกอยู่สองอย่างที่จะทำให้เราสำเร็จเป้าหมายตามโจทย์ในหัวข้อนี้เพื่อให้มีอิสระทางการเงินก่อนอายุ 30 ปี สำหรับคนที่มีรายได้เริ่มต้น 15,000 บาทเมื่ออายุ 22 ปี นั่นคือ 1. การจำกัดรายจ่ายไม่ให้สูงเกินความจำเป็น และ 2. การสร้างทรัพย์สินเพื่อให้ทรัพย์สินสร้างรายได้ให้เรา
ต่อไปเรามาดูกันทีละข้อ

1. การจำกัดรายจ่ายให้มีเท่าที่จำเป็น

สำหรับหัวข้อนี้ผมอยากจะเสนอให้น้อง ๆ ทุกคนเลิกคิดถึงการเป็นหนี้ระยะยาวจากสิ่งที่ไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด เช่น ผ่อนรถยนต์ ผ่อนรถมอเตอร์ไชค์ ซื้อมือถือราคาแพง พยายามทำให้ตัวเองตัวเบาอย่างที่สุด เก็บสลิปเงินเดือนและเครดิตของตัวเองเอาไว้ซื้อทรัพย์สินที่สร้างรายได้เพียงเท่านั้น ห้ามนำไปทำให้เกิดจุดด่างพร้อยเป็นอันขาด
ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเราก็ต้องวางแผนการใช้จ่ายให้รัดกุมอย่างที่สุด เช่น เช่าหอพักใกล้ที่ทำงาน และจำกัดค่าที่พักไม่ให้เกิน 3,500 บาทต่อเดือน ค่าเดินทาง 1,000 บาทต่อเดือน ค่าอาหาร 6,000 บาทต่อเดือน ค่าโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสาร 800 บาทต่อเดือน หากทำแบบนี้ได้คุณก็จะมีเงินเหลือที่ 3,700 บาทต่อเดือน

2. แผนการซื้อทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้แบบ Passive

1) สร้างทรัพย์สินจากเงินเก็บ โดยแบ่งเงิน 3,700 บาทที่เหลือจากเงินเดือนหลักหักค่าใช้จ่ายออกเป็นสามส่วน คือ

ส่วนที่ 1. เก็บเงินเพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน โดยเป้าหมายคือเก็บให้ได้ 6 เดือนของรายจ่าย นั่นคือ 11,300 x 6 = 67,800 บาท โดยผมขอแนะนำให้แบ่งเงินจากก้อน 3,700 บาท ออกมาลงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวมตราสารหนี้ซึ่งให้ผล

 

ตอบแทนประมาณ 3% โดยเก็บไปเรื่อยๆ แล้วท่านจะมีเงินครบตามจำนวนที่ต้องการก่อน 4 ปี แต่หากไม่นำออกมาใช้เนื่องด้วยไม่มีเหตุฉุกเฉิน เช่น ตกงานและปล่อยให้มันเติบโตไปเรื่อย ๆ เมื่อครบ 8 ปีตามการคำนวนของผม ท่านจะมีเงินอยู่ 86,124 บาท

ส่วนที่ 2. แบ่งเงินอีก 1,500 บาทจากก้อน 3,700 บาทมาลุงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 12% แล้วลงทุนแบบยาวไปเลย 8 ปี แต่มีข้อแม้ว่าทุก ๆ ครั้งที่เงินเดือนเพิ่ม ก็พยายามรักษาค่าใช้จ่ายให้อยู่ระดับเดิม แล้วนำเงินที่เหลือมาเพิ่มส่วนนี้

โดยปีที่ 2 เพิ่มอีก 1,000 บาท ปีที่ 3 เพิ่ม 1,500 บาท ปีที่ 4 เพิ่มอีก 1,500 บาท และเมื่อเข้าปีที่ 5 เพิ่มไปอีก 3,500 บาท เพราะคุณไม่ต้องไปเก็บในส่วนที่ 1 แล้ว

นั่นคือตั้งแต่ปีที่ 5 ท่าจะเก็บเข้ากองน้ำได้เดือนละ 9,500 บาท หากทำแบบนี้ได้คุณก็จะมีเงินอยู่ 916,766 ในสิ้นปีที่ 8 หรือตอนที่คุณอายุ 30 ปี

 

ส่วนที่ 3 หลักจากหักส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 แล้วก็ปล่อยให้เหลือติดบัญชีไปเรื่อยเผื่อว่าคุณจะใช้จ่ายเพื่อความสนุกไปบ้าง แต่หากไม่ได้ใช้อะไร หากครบ 8 ปีคุณก็จะมีเงินเหลือส่วนนี้อยู่ประมาณ 60,000 บาท

หากรวมทั้งสามส่วนนี้ในสิ้นปีที่ 8 คุณก็จะมีเงินทั้งหมดประมาณ 1,062,890 บาท

ผมมีทางเลือกที่จะปล่อยให้กองที่สองเติบโตต่อไป หรือ จะเลือกนำมาแบ่งลงทุนในหุ้นปันผลที่ให้ปันผลสัก 3% ที่มีแนวโน้มเติบโตสัก 3 บริษัท จากเงินก้อนที่ 2 จำนวน 916,766 ก็จะทำให้ผมสามารถมีปันผลได้ปีละปรมาณ 27,502 หรือตกเดือนละ 2,291 บาท

2) ตัวเลือกที่ 2 เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้เงินคนอื่นทำงาน และการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบต้นทุนต่ำคือการเรียนรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ปัจจุบันมี Youtube แนะนำเยอะแยะไปหมด แต่ผมขอย้ำว่าอย่าไปเชื่อใครสักคน ควรเชื่อตัวเองเท่านั้น

โดยการหาข้อมูลจาก Internet, google ให้เยอะๆ และออกไปดูทรัพย์ที่ผ่านการคัดกรองแล้ว

ทรัพย์ที่เราต้องการต้องมาจากการขายที่ผู้ขายยอมขายราคาถูกจริงๆ ราคาต่ำกว่าราคาตลาดเท่านั้น และทรัพย์นั้นต้องอยู่ในทำเลที่ดี เป็นแหล่งงาน มีผู้คนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น อัตราการเช่าสูง ราคาค่าเช่าดี ทำเลตรงนั้นมีแนวโน้มเติบโต

ไม่ต้องเอาความรู้สึกชอบไม่ชอบของตัวเองในการตัดสินใจ เพราะบางครั้งการลงทุนที่ดีไม่จำเป็นว่าคือทรัพย์ที่เราชอบ หากได้ตามนี้คุณก็ติดต่อธนาคารเพื่อข้อสินเชื่อเพื่อซื้อได้เลย

หากคุณมีเงินเดือน 15,000 บาท คุณสามารถซื้อทรัพย์ได้ถึงราคาประมาณ 800,000 บาทซึ่งขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย และอายุของคุณในขณะนั้น สำหรับราคาและค่าเช่าที่ผมแนะนำให้ซื้อ
ค่าเช่าต่อเดือน ราคาขาย ประมาณยอดผ่อนต่อเดือน ประมาณผลตอบแทน
5,000 750,000 4,500 8%
4,000 600,000 3,500 8%
3,500 500,000 3,000 8.4%
สำหรับทางเลือกนี้คุณอาจเริ่มซื้อเองตั้งแต่ต้นปีที่ 2 หากคุณซื้อและถือไปเรื่อย ๆ คุณก็จะได้กระแสเงินสดเข้ามาประมาณ 500 บาทต่อเดือน แต่หากครบ 8 ปีคุณสามารถขายต่อเพื่อทำกำไรออกไปก็จะทำให้คุณมีเงินเหลืออย่างน้อย 2 – 3 แสนบาทต่อห้องเลยทีเดียว

ในระหว่างทาง 8 ปีคุณอาจจะหาโอกาสลงทุนแบบนี้สัก 3 ห้อง ดังนั้นเมื่อครบ 8 ปีแล้วคุณอยากจะขายออกเพื่อทำกำไรก็จะทำให้คุณมีโอกาสได้เงินเหลืออีก 1 ก้อนเกือบๆ 1 ล้านบาทเลยทีเดียวแล้วคุณก็สามารถนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในทรัพย์สินที่ใหญ่ขึ้น กู้น้อยลงและได้ผลตอบแทนมากขึ้นก็จะทำให้คุณสามารถสร้าง Passive ต่อเดือนได้มากขึ้น
หรือหากคุณไม่ต้องการจะขายออกก็สามารถไปขอรีไฟแนนซ์เพื่อลดค่าผ่อนต่อเดือนลงมาได้ทำให้เรามีส่วนต่างระหว่างค่าเช่าและค่าผ่อนได้มากขึ้น

จำเอาไว้นะครับว่าการออกไปดูทรัพย์มาก ๆ อาจเป็นร้อยทรัพย์ แต่อาจเจอทรัพย์ที่น่าลงทุนเพียงแค่หนึ่งทรัพย์ หากเจอของดีแต่คุณเองไม่สามารถลงทุนได้จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คุณก็สามารถนำทรัพย์ชิ้นนั้นไปเสนอให้นักลงทุนคนอื่น และคุณสามารถรับเป็นค่านายหน้าได้แทน เผลอๆ คุณก็จะมีอาชีพเสริมขึ้นมาอีกทางหนึ่ง ถ้าทรัพย์สวยแล้วไม่มีใครรับมาบอกผมก็ได้ผมจะรับและให้ค่าแนะนำคุณเอง

ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสร้าง Passive ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคุณทีผมจะแนะนำให้คือการนำเงินล้านที่ได้ไม่ว่าจะมาจากทางเลือกที่ 1 จากการออมในกองทุนรวม หรือ ทางเลือกที่ 2 จากการอสังหาฯ คุณสามารถนำเงินที่ได้มาทำธุรกิจรับซื้อฝากทรัพย์เพราะคุณมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อเดือนเลยทีเดียว นั่นคือคุณสามารถทำรายได้แบบ Passive ได้สูงถึง 15,000 บาทจากเงินที่คุณมีอยู่ 1 ล้านบาทได้เลย เพียงเท่านี้รายได้แบบ Passive ก็มากกว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อทำให้คุณมีอิสระทางการเงินอย่างที่ต้องการได้แล้วครับ

มาถึงตอนนี้ที่คุณสามารถเก็บออมและลงทุนด้วยตัวเองจนมีเงินระดับ 1-2 ล้านบาททั้งด้วยการลงทุนในกองทุนรวม การลงทุนในหุ้น หรือแม้แต่การศึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ผมก็มั่นใจได้ว่าคุณก็จะมีวิธีการที่ดีในการลงทุนเพื่อให้เงินล้านที่คุณมีอยู่แล้วเติบโตขึ้นเป็นหลาย ๆ ล้านบาทต่อไปได้อย่างแน่นอน ขอให้โชคดีกับการลงทุน มีเงินล้านกันทุกคนครับ

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

สุวิทย์ เกื้อหนุน
ผู้เขียนหนังสือ มีเงินล้านก่อนลาออก

สำนักพิมพ์ 7D Book & Digital

ขอบคุณภาพประกอบจาก: เว็บไซต์ Pexels