Spread the love

คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่า เจฟฟ์ เบโซส์, อีลอน มัสก์, คิม คาร์เดเชียน, ไมเคิล จอร์แดน, แจ็ก หม่า และผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมายบนโลกนี้ แต่ละวันเขาคิดอะไรอยู่ในหัว 

เขาคิดอะไรถึงประสบความสำเร็จได้อย่างนี้ 

เขาเอาแต่คำนวณเงินหรือผลกำไรรึเปล่า เขาเอาแต่หมกมุ่นกับการทำงานอย่างหนักหน่วงใช่ไหม หรือเขามัวแต่คุยกับคู่ค้าทางธุรกิจอยู่ 

นั่นย่อมเป็นส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “วิธีคิด” ของพวกเขาต่างหาก 

เรามารู้จักกับ “วิธีคิด” ของคนที่ประสบความสำเร็จกันดีกว่า เขาคิดอย่างไร มีกฎหรือเคล็ดลับไหนที่เขาทำตามกันบ้าง เชื่อว่าคุณจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างแน่นอน 

ภาพถ่ายโดย Karolina Grabowska จาก Pexels

1. กฎ10-10-10 : คิดแบบระยะสั้นและระยะยาว 

“กฎ 10-10-10” เป็นกฎที่ใช้เพื่อประเมินผลกระทบของพฤติกรรมปัจจุบันที่จะส่งผลต่ออนาคตด้วยคำถามง่าย ๆ ดังนี้ 

– ถ้าคุณตัดสินใจแบบนี้ คุณจะรู้สึกอย่างไรในอีก 10 นาทีข้างหน้า? 

– แล้วอีก 10 เดือนต่อจากนี้ล่ะ? 

– แล้วอีก 10 ปีจะเป็นอย่างไร? 

ภาพถ่ายโดย Tima Miroshnichenko จาก Pexels

กฎ 10-10-10 จะช่วยให้คุณคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่คุณตัดสินใจทำจะทำให้คุณลำบากในตอนนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้เองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ 

เป็นเรื่องง่ายมากที่คุณจะตัดสินใจในระยะสั้น ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์กับคุณใน 10 นาทีหรือ 10 เดือนเท่านั้น แต่การตัดสินใจแบบนี้มักจะไม่เป็นประโยชน์ต่อเราในระยะยาว ดังนั้น ส่วนที่ยากที่สุดในกฎนี้ก็คือ บางสิ่งบางอย่างที่คุณตัดสินใจลงไปในตอนนี้อาจสร้างความลำบากให้คุณ แต่มันจะส่งผลดีต่อชีวิตของคุณในวันข้างหน้า  

“อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ย่อมดีกว่า 

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

2. ตามหาแฟนพันธุ์แท้

“แฟนพันธุ์แท้ คือ คนที่เต็มใจที่จะซื้อทุกอย่างที่คุณขาย พวกเขาอาจจะเดินทางถึง 200 ไมล์เพื่อมาฟังเสียงของคุณ พวกเขาอาจจะซื้ออัลบั้มที่เพิ่งออกใหม่ของคุณที่มีความละเอียดของเสียงสูงเป็นพิเศษ พวกเขายังใช้บริการ Google Alert ที่ช่วยให้ได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับตัวคุณ พวกเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณอย่างแท้จริง” เควิน เคลลี (Kevin Kelly) อดีตวิศวกรด้านเทคโนโลยีและบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Wired กล่าว

ภาพถ่ายโดย Roberto Nickson จาก Pexels

เทคโนโลยีสมัยใหม่และโซเชียลมีเดียช่วยให้เราสามารถสร้างฐานแฟนคลับตัวจริงเสียงจริงของเราเองได้ แทนที่จะคุณจะเขียนคอนเทนต์ ขายสินค้า หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ คุณควรทำสิ่งที่ดีกว่านั้นด้วยการสร้างความแปลกใหม่และสร้างคุณค่าให้คุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น 

ในทำนองเดียวกัน แทนที่จะพยายามดึงดูดลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณเพียงแค่ต้อง “โปรโมต” ทำให้สินค้าและบริการของคุณโดดเด่นที่สุดและพิเศษที่สุดเพื่อค้นหา “แฟนพันธุ์แท้” ของคุณ แฟนพันธุ์แท้คือลูกค้าที่ยินดีจะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคุณ แฟนพันธุ์แท้ของคุณจะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ภาพถ่ายโดย Tim Douglas จาก Pexels

3. กฎของพาเรโต: ทำงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“กฎของพาเรโต” (Pareto’s Law) ถูกคิดค้นโดย วิลเฟรโด พาเรโต (Vilfredo Pareto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี เขาได้กล่าวไว้ว่า 80% ของความร่ำรวยจะถูกครอบครองโดย 20% ของประชากร กฎนี้ค่อย ๆ ถูกนำไปปรับใช้กับสาขาอื่น ๆ 

ตัวอย่างเช่น ในทางเศรษฐศาสตร์ 80% ของต้นทุนมาจากทรัพยากร 20% กำไร 80% มาจากลูกค้า 20% หรือในเชิงจิตวิทยา ความสุข 80% มาจากคนรอบข้าง 20% 

ในทำนองเดียวกัน 80% ของงานที่คุณทำเสร็จจะใช้เวลาและความพยายามของคุณเพียง 20% เท่านั้น ดังนั้น คุณต้องทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น แทนที่จะงานยุ่งหรือทุ่มเทเวลาให้กับงานมากเกินไปจนไม่ได้ผลลัพธ์ออกมาจริง ๆ คุณควรทำงานให้น้อยลง แต่เน้นไปที่ประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพของงานจะดีกว่า 

ภาพถ่ายโดย Andrea Piacquadio จาก Pexels

4. ทฤษฎีลดความเสียใจ(Regret Minimization Framework) 

เมื่อเจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ได้เดินทางมาถึงทางแยกของชีวิต เขาต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การเลือกงานประจำที่มั่นคงที่ Hedge Fund บริษัทกองทุนชื่อดังระดับโลกที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง หรือลาออกเพื่อสร้างอาณาจักร Amazon ของเขาเอง ด้วยสถานการณ์ที่ตัดสินใจไม่ถูกเช่นนี้ เขาจึงได้นำทฤษฎี “ลดความเสียใจ” มาใช้ 

ภาพถ่ายโดย Sam Lion จาก Pexels

“ทฤษฎีลดความเสียใจ” เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการทำอย่างไรจึงจะลดโอกาสที่จะมานั่งเสียใจภายหลังให้ได้มากที่สุด ตอนตัดสินใจลาออก เจฟฟ์จึงคิดว่า ถ้าเขาไม่ลาออกมาทำ Amazon อย่างที่ฝันเอาไว้ เขาคงจะเสียใจมากกว่าการได้ลองทำแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น เพื่อ “ลดโอกาสที่จะมานั่งเสียใจภายหลัง” เจฟฟ์จึงตัดสินใจลาออกจาก Hedge Fund 

 “ทฤษฎีลดความเสียใจ” ของ เจฟฟ์ เบโซส์ สามารถใช้ได้กับทุกคนที่ต้องการใช้ชีวิตและทำให้การงานเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

5. จัดสรรเวลา

ดไวต์ ไอเซ่นฮาวร์ (Dwight Eisenhower) ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการมีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเองและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ทำสิ่งที่สำคัญ ๆ หลายอย่างให้กับอเมริกา 

เช่น การก่อสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐในปี ค.ศ. 1956 การร่างกฎหมายแพ่งในปี ค.ศ. 1960 เพื่อให้ความยุ่งยากในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนผิวสีลดลง หรือการยุติสงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-1953) เป็นต้น 

ความสำเร็จในการเป็นประธานาธิบดีของดไวต์ ไอเซ่นฮาวร์มาจากวิธีการบริหารจัดการเวลา ทักษะในการตัดสินใจ และการจัดลำดับความสำคัญแบบ “เมทริกซ์ของไอเซนฮาวร์” 

ภาพถ่ายโดย Yan Krukov จาก Pexels

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องทำงานหรือต้องตัดสินใจ เขาจะจัดประเภทของงานออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ งานด่วนและสำคัญ (สิ่งที่ต้องทำทันที), งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (ทำทีหลัง), งานด่วนแต่ไม่สำคัญ (มอบหมายให้คนอื่นไปทำ) และ งานไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ (งานที่ไม่ต้องทำ) 

นอกจากนี้ สตีเฟน โควีย์ (Stephen Covey) ผู้เขียนหนังสือขายดี “7 Habits of Highly Effective People” หรือ “อุปนิสัย 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จ” ได้กล่าวเอาไว้ว่า เราควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ “งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” มากที่สุด 

ภาพถ่ายโดย Kampus Production จาก Pexels

6. กฎของพาร์กินสัน: ประหยัดเวลา

แม้คุณจะจัดสรรเวลาได้ดีสักแค่ไหน งานก็จะเพิ่มมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ “กฎของพาร์กินสัน” ช่วยคุณได้! 

กฎของพาร์กินสัน กล่าวไว้ว่า ถ้าคุณใช้เวลา 3 ชั่วโมงไปกับงานที่ควรจะใช้เวลาทำเพียง 1 ชั่วโมง คุณก็จะผัดวันประกันพรุ่งทันที คุณจะใช้เวลา 3 ชั่วโมง งานจึงจะเสร็จโดยอัตโนมัติ ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณต้องเข้มงวดกับเวลาในการทำงานของคุณ แทนที่จะให้เวลาตัวเอง 1 สัปดาห์เพื่อทำงานให้เสร็จทั้งหมด ให้แบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ และกำหนดเดดไลน์ของแต่ละส่วน 

ภาพถ่ายโดย Vlada Karpovich จาก Pexels

7. ตั้งใจเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง

คนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่นักกีฬาที่มีชื่อเสียงไปจนถึงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ คือคนที่รู้วิธีส่งเสริมความสามารถและจุดแข็งของตนเอง คุณต้องค้นหาว่าความถนัดของคุณคืออะไร ถ้าคุณเอาแต่เป็นลูกน้องคนอื่น คุณก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้เลย คุณต้องค้นหาจุดที่คุณได้เปรียบมากที่สุดและควบคุมทุกอย่างด้วยความสามารถของคุณเอง 

ภาพถ่ายโดย RODNAE Productions จาก Pexels

นอกจาก 7 วิธีคิดที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ความสำเร็จยังมาจากการทำงานหนักและความอุตสาหะอีกด้วย ดังนั้น เพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถของคุณและประสบความสำเร็จได้นั้น คุณต้องพากเพียรอย่างสม่ำเสมอ มีความมุ่งมั่น เข้มแข็ง มีเป้าหมายที่ชัดเจน  

และอย่ากลัวที่จะพูดว่า “ฉันไม่รู้” เพราะถ้าคุณกลัวที่จะพูดคำคำนี้ออกมา ก็เท่ากับว่าคุณกำลังตัดโอกาสประสบความสำเร็จของคุณอยู่ จงเป็น “น้ำครึ่งแก้ว” เพื่อเตรียมพร้อมรับความรู้ใหม่ ๆ ให้มากขึ้น 

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

อ้างอิง: Doanhnhansaigon 

https://www.facebook.com/hbr.edu.vn/photos/a.188981365023587/950475778874138/

. . .

หมายเหตุ: เป็นการแปลและเรียบเรียงพร้อมตัดทอนบทความตามความเหมาะสม

แปลและเรียบเรียงโดย: ปิ่นแก้ว ศิริวัฒน์ 
กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ 7D Book&Digital

ขอบคุณภาพประกอบจาก: เว็บไซต์ Pexels และ freepik