Spread the love

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวบ้างไหม?

คุณยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่หรือเปล่า?

แล้วเพื่อนเก่าของคุณล่ะ..พวกเขาทำงานอะไรกัน ได้เงินเดือนเท่าไร มีบ้านไหม ซื้อรถรุ่นอะไร?

เมื่อหันกลับไปมองคนอื่น ๆ คุณอาจพบว่าบางคนเป็นนักธุรกิจร่ำรวย เงินเดือนไม่ต่ำกว่าแสน ซื้อบ้านด้วยเงินสด ผ่อนรถหรูจนหมดแล้ว

แล้วคุณล่ะ ไปถึงไหนแล้ว?

Photo by cottonbro from Pexels

คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าทำไมคุณถึงไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น ทำไมคุณต้องพยายามอย่างหนักกว่าคนอื่นเพื่อที่จะก้าวไปถึงเป้าหมาย จนบางครั้งคุณก็รู้สึกท้อ รู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่เก่ง น้อยใจในโชคชะตา และพาลเกลียดตัวเอง ทั้งที่คุณพยายามๆๆๆ จนถึงที่สุดแล้วก็ไม่วายที่จะตกลงมาเจ็บตัว

ว่าแต่คุณพยายามได้พอแล้วหรือ

แล้วพยายามด้วยวิธีใดกัน

Tony Dzung ประธานบริษัท HBR Holdings ได้กล่าวถึงทฤษฎีแห่งความสำเร็จที่ว่าด้วย “ยิ่งคุณรู้สึกถึงตัวเองมากเท่าไหร่ อนาคตคุณก็ยิ่งก้าวหน้ามากเท่านั้น” ประกอบไปด้วย 4 วิธี ที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อความสำเร็จของคุณได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

Photo by cottonbro from Pexels

1. ผู้ที่มีความเข้มแข็งมักเป็นผู้ที่รู้จักตนเองอยู่เสมอ

การเจรจาที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ.1945 หลังจากเจียง ไคเช็ก (Chiang Kaishek) อดีตประธานาธิบดีแห่งไต้หวัน พบกับเหมา เจ๋อตุง (Mao Zedong) อดีตประธานาธิบดีแห่งคอมมิวนิสต์จีน เขาเคยพูดกับเลขาส่วนตัวของเขาว่า “เราไม่สามารถดูถูกคนอย่างเหมา เจ๋อตุง ได้เลย เขาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมาก แต่หลังจากที่เขารู้ว่าผมไม่สูบบุหรี่ ในขณะที่เราสนทนากัน เขาก็ไม่ได้หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นจงอย่าดูถูกความมุ่งมั่นและจิตใจอันแข็งแกร่งของเขาเด็ดขาด”

Tony Dzung ยังกล่าวอีกว่า “เมื่อก่อนผมคิดบ่อยๆ ว่าชีวิตนั้นสั้น ดังนั้นผมจึงพยายามที่จะใช้ชีวิตให้สนุกสนานอย่างเต็มที่ แต่หลังจากนั้นผมค่อยๆ เรียนรู้ตนเองและค้นพบว่า พฤติกรรมที่ไม่มีวินัยในตัวเองจะนําพาซึ่งความทุกข์มาให้ ดังนั้นอย่าให้ตนเองตกเป็นทาสของความต้องการมากเกินไป นั่นจะทําให้เราสามารถมีชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่นได้”

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

2. ทําไมเราถึงต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง?

อย่าคิดว่าความเก่งของคนอื่น เกิดขึ้นจากความมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น ความมั่นใจเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง ไม่ใช่เพราะเงิน แต่คือความพยายามอย่างหนักเพื่อให้สามารถบรรลุความสําเร็จ

หากคุณใช้ชีวิตหรือทำงานโดยไม่คิดที่จะใช้ความพยายาม อาจดูเหมือนว่าคุณมีอิสระมาก แต่คุณจะค้นพบด้วยตัวของคุณเองว่านับวันคุณยิ่งใช้ชีวิตอย่างสูญเสียอิสรภาพ โดยสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพในที่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากจะทำอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ แต่เป็นการให้คุณรู้จักตนเอง ยิ่งคุณรู้จักตนเองมากเท่าใด ก็ยิ่งมีอิสระในการแสดงออกมากเท่านั้น แต่ทั้งนี้ความพยายามและความสําเร็จควรมีสัดส่วนเท่ากัน การเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ควรมีความพอเหมาะพอดีด้วย

ยิ่งผู้คนรู้จักตัวเองมากเท่าใด พวกเขาก็จะเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงมากเท่านั้น ดังนั้นอย่าเสียเวลาและพลังไปกับเรื่องไร้สาระ ตรงกันข้ามควรใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สําหรับตัวเองเพื่อให้ตัวเองมีความพยายามที่จะต่อสู้และลุกขึ้นมาอีกครั้ง

Photo by olia danilevich from Pexels

3. เบื้องหลังของความสำเร็จคือการทรมานตัวเองเสมอ

มีหลายคนที่บอกว่าเราต้องรู้จักตนเอง แต่มีไม่กี่คนที่สามารถรู้จักตนเองได้จริงๆ เหมือนกับการปีนภูเขาสูงที่ยิ่งเกือบถึงยอด แต่น้อยคนนักที่จะกัดฟันอดทนได้จนถึงจุดสูงสุด ความพยายามก็เช่นกัน

Theodore Roosevelt อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า ′′มีสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้เราสามารถมีชีวิตที่งดงามได้ สิ่งนั้นไม่ใช่พรสวรรค์ ไม่ใช่การศึกษา และไม่ใช่ IQ แต่เป็นการกระทํา”

ความเก่งและความสําเร็จทั้งหลายในโลกนี้ถูกแลกมาด้วยความพยายามอย่างหนัก

ความสําเร็จ 99 % ในโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เบื้องหลังของความสำเร็จคือความพยายามอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สิ้นสุด

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อ E-Book

หลายคนอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเหมือนกันแต่มักจะอ้างเหตุผลว่าตัวเองยุ่งมากจนไม่มีเวลา แต่จริงๆ แล้วที่ไม่มีเวลาเพราะต้องทำงาน รวมทั้งกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ เช่น กิน นอน และเล่น แต่ลองมาดูคนที่ประสบความสําเร็จทั้งหลายที่เราชื่นชม หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าทั้งวันพวกเขาไม่ได้เพียงแต่นั่งนับเงินอยู่ในสํานักงานเหมือนที่หลายคนยังจินตนาการอยู่?

Howard Schultz ผู้ก่อตั้ง Starbucks ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่งของทุกวันเพื่อรับประทานอาหารเช้าและอ่านหนังสือพิมพ์ จากนั้นจึงไปถึงสํานักงานเวลา 6.00 น.

Steve Jobs ตื่นนอนตอนตี 4 ทุกวันมาตั้งแต่เด็กและเริ่มทํางานเมื่อเวลา 9 โมงครึ่ง

Li Ka Shing นักธุรกิจชาวฮ่องกง ซึ่งมีอายุมากกว่า 80 ปี ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าของทุกวัน เดินทางไปถึงที่สำนักงานเวลา 8 โมงเช้า นอกจากนี้เขายังมีนิสัยการอ่านหนังสือก่อนนอนอยู่เสมอ

Murakami Haruki นักเขียนนักเขียนชาวญี่ปุ่น เริ่มต้นอาชีพนักเขียนในวัย 30 ตลอดระยะเวลา 40 ปี ในการทำงานของเขา มีผลงานเขียนออกมาเป็นจํานวนมาก ด้วยเขามีนิสัยที่ต้องเขียนหนังสือวันละ 4,000 คํา หน้าละ 400 ตัวอักษร เขียนด้วยกระดาษทั้งหมด 10 แผ่นต่อวันจึงจะหยุด นอกจากนี้ทุกวันเขาใช้เวลาไปกับการวิ่ง ช่วยให้เขามีสุขภาพและจิตใจที่ดีพอที่จะเขียนผลงานที่ดีออกมา

Photo by Andrea Piacquadio from Pexels

4. รู้สึกดีกับตัวเองให้มากขึ้น

′′สาเหตุของความเกียจคร้านเกิดจากข้อจํากัดในการรับรู้” เพราะยิ่งเรารู้สึกมีความสามารถในการรับรู้มากขึ้นเท่าใด ช่องว่างระหว่างตนเองกับคนอื่นก็กว้างมากขึ้นเท่านั้น คนที่มีอิสระ เห็นความความเป็นไปได้ของทุกอย่างได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะเป็นตัวกําหนดระดับของชีวิตและอาชีพของคนคนนั้น

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตของตนเอง บางคนคิดว่าชีวิตนั้นสั้น ดังนั้นควรคิดบวกเข้าไว้ นั่นไม่เป็นไรเลย ชีวิตของคนที่อารมณ์ดีมักจะมีชีวิตที่ดีเสมอ เพราะเมื่อคุณรู้จักตนเอง คุณจะรู้ว่าตัวคุณต้องการอะไร อยากไปที่ไหน และเมื่อคุณพยายามอย่างหนักและสม่ำเสมอ โลกทั้งใบจะชื่นชมยินดีและมอบหนทางให้แก่คุณ

คนที่ประสบความสำเร็จ บินได้สูง ได้บินไกล คือคนที่อดทนและพยายามอยู่เสมอ

และยิ่งคุณจักตนเองมากเท่าใด คุณก็ยิ่งเป็นอิสระ

แล้วคุณก็จะประสบความสำเร็จมากเท่านั้น

มัวรออะไรอยู่เล่า เหลือเวลาไม่มากแล้ว ลงมือทำกันเลย!

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

แปลบทความจาก Tony Dzung (อ่านเพิ่มเติมคลิก)

หมายเหตุ: เป็นการแปลและเรียบเรียงพร้อมตัดทอนบทความตามความเหมาะสม

แปลบทความโดย: ปิ่นแก้ว ศิริวัฒน์ 
กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ 7D Book&Digital

. . .

ขอบคุณภาพประกอบจาก: เว็บไซต์ Pexels และ freepik