Spread the love

“ถ้ามีเวลาจำกัดเพียง 3 วัน…ใครจะหาเงินแสนได้ก่อนกัน ?”

เมื่อมีใครสักคนเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา จะเกิดการถกเถียงเพื่อหาคำตอบนั้น และคุณจะพบว่าคำตอบที่ได้ หนีไม่พ้นคำว่า ‘เศรษฐี มหาเศรษฐี คนร่ำรวย’ หรืออื่น ๆ ในทำนองนี้

แต่เมื่อมองในความเป็นจริงแล้ว นั่นอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด (เรียกได้ว่าตอบถูกแล้ว แต่ยังไม่ถูกที่สุด)

เพราะอะไรน่ะเหรอ ?

เพราะมหาเศรษฐีที่พวกคุณกำลังพูดถึงนั้น ไม่ได้มีจดหมายทวงหนี้มาจ่ออยู่หน้าประตูบ้าน ไม่ได้มีบิลค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระกองอยู่เต็มเตียง และไม่ได้มีปากท้องที่หิวโหยนั่งกินข้าวจานเดียวกันอยู่บนโต๊ะอาหาร และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่สนใจระยะเวลาจำกัดแค่ 3 วันอย่างที่คุณตั้งโจทย์ไว้ เพราะพวกเขามีเวลามากพอสำหรับการคิดและวางแผนเพื่อหาเงินก้อนโตที่คุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว 

แต่สำหรับคนเป็นหนี้นั้น…ไม่ใช่เลย

เพราะคนเป็นหนี้ ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเขาพูดกันว่า ‘มหาเศรษฐีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด อาจไม่ใช่คนที่หาเงินเก่งที่สุด’

เพราะคนที่รู้จักวิธีเพิ่มเงินในกระเป๋าภายในระยะเวลาอันจำกัดได้อย่างรวดเร็ว ก็คือ “ลูกหนี้” ที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาลอย่างเรา ๆ เหมือนที่ครูพี่ม้อคได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือ ‘อย่ากลัวหนี้ เรายังมีที่ยืน’ ว่า… 

“ใครจะหาเงินเก่งเท่ากับคนที่มีหนี้ แล้วต้องชำระหนี้ตามเวลาที่เขากำหนด..ไม่มีอีกแล้ว…เพราะการชำระหนี้ไม่ตรงเวลา อาจทำให้ทรัพทย์สินถูกยึด เสียเครดิตที่จะต่อยอดทำอะไรต่อไป อาจเสียแม้กระทั่งอิสรภาพ”

สุดท้ายแล้ว ความกลัวจึงผลักดันเราเอาไว้ ทำให้ไม่กล้างอมืองอเท้า และไม่ว่าจะเหลือเวลาน้อยแค่ไหน คนเป็นลูกหนี้ก็จะหาทางดิ้นรนและเอาตัวรอดจนผ่านวิกฤตครั้งนั้นไปได้ในที่สุด

แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจและควรหันกลับมาตระหนักกันอย่างจริงจังเลยก็คือ…

คนเป็นหนี้หาเงินเก่งมาก หาเงินได้เร็วมาก แต่ทำไมถึงยังติดอยู่ในวังวนของการใช้หนี้ และร่ำรวยไม่ได้เสียที ?

เมื่อคุณถูกบีบ ว่าต้องใช้หนี้ให้ทันตามกำหนด ความคิดในหัวของคุณจะสร้างสรรและโลดแล่นอย่างมาก คุณรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป และมีคำตอบอย่างชัดเจนว่าควรหาเงินเพื่มขึ้นมาก ๆ จากสิ่งไหน 

เช่น ถ้าสิ้นเดือนนี้ถึงกำหนดต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร สมองคุณจะเริ่มเชื่อมโยงและคิดหาช่องทางการสร้างรายได้เพิ่ม คุณจะตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่ทำอยู่มันยังไม่ถึงระดับสูงสุด มันยังไม่ติดเพดาน คุณยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากธุรกิจใหม่หรืออาจเป็นธุรกิจเดิมที่คุณมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว

ถ้าคุณชอบทำอาหาร ตอนเช้าคุณอาจตั้งร้านขายโจ๊ก หรือน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋  

ตอนเที่ยง ๆ คุณอาจเริ่มขายอาหารตามสั่ง หรือขายอาหารจานเดียวกินง่าย ๆ สำหรับพนักงานออฟฟิศ และนอกจากนั้นคุณอาจผูกสัญญากับบริษัทเดลิเวอรี่ เพื่อให้คนสั่งง่าย และสร้างรายได้เพิ่ม หรืออาจมีเมนูห่อกลับบ้าน เพื่อบริการลูกค้าในช่วงเย็น

. . .

เอาล่ะ…พอถึงสิ้นเดือนคุณจะมีเงินมากพอสำหรับการใช้หนี้แล้ว

แต่คุณอาจไม่มีเงินเก็บ และยังติดอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้ เพราะคุณประมาทเกินไป ประมาณว่า ‘ได้เงินมาก็ใช้…ใช้นั่น ใช้หนี้’ แต่ไม่ได้วางแผนสำหรับการเงินในระยะยาวเอาไว้

และคำแนะนำของเราก็คือ เมื่อจะใช้เงิน ต้องเข้าใจวิธีใช้เงินแบบ ‘ยิ่งใช้ เงินยิ่งเพิ่มขึ้น’

เราใช้เงินแบบยิ่งใช้ ยิ่งเพิ่มได้อย่างไร ?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับได้อย่างชัดเจน คือ 

1. ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้

2. ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นรองลงมา

3. ค่าใช่จ่ายที่มีความจำเป็นน้อยมาก

โดยในหัวข้อที่ 1 ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ 

ยกตัวอย่างเช่น ค่าอาหาร ก่อนจะใช้เงินจ่ายค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มไป คิดก่อนว่าสิ่งที่อยู่ในจานนั้นจะให้สุขภาพที่ดีกลับมา ไม่ใช่กินไปแล้วป่วย เพิ่มโรค สุดท้ายต้องเสียค่ารักษาอีกบาน หรืออื่น ๆ เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทางต่าง ๆ 

ในส่วนนี้เราสามารถประหยัดหรือดัดแปลงวิธีคิดให้จ่ายน้อยลง แต่มีความสุขมากขึ้นได้ ด้วยการ ‘ลงทุนเพื่อเรียนรู้’ 

เช่น ลงทุนซื้อหนังสือ หาหนังสือมาอ่าน เมื่ออ่านแล้วคิด เข้าใจถึงปัญหา คุณจะมองภาพรวมของสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น และหาทางออกได้ง่ายกว่าเดิม

หรืออาจลงทุนไปกับการเข้าร่วมอบรม ฟังสัมมนาในหัวข้อที่ตรงกับปัญหาของตัวเอง เมื่อได้ฟังวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีคิดจากคนที่เคยมีประสบการณ์หรืออาบน้ำร้อนมากก่อน คุณจะเข้าใจว่าปัญหาของคุณนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และแน่นอนว่ามันสามารถแก้ไขได้ เพียงเข้าใจวิธีคิด และปรับเปลี่ยนการกระทำเสียใหม่

“ยิ่งใช้เงินในเรื่องนี้เท่าไหร่ ยิ่งกำไรทวีคูณ”

 

หัวข้อที่ 2 ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นรองลงมา

ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าเสื้อผ้า ค่ารักษาพยาบาล ความคุ้มค่าคือกำไรที่ใช้ได้นาน ไม่ว่าจะเป็นไม้กวาด ชุดชั้นใน หรือแม้กระทั่งร่างกายของเราเอง

หัวข้อที่ 3 ค่าใช่จ่ายที่มีความจำเป็นน้อยมาก

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้นมีอยู่เต็มไปหมด เป็นกิเลสที่ไม่จำเป็นต้องตอบสนองก็ได้ เช่น กิน ดื่ม เที่ยวเตร่เพื่อสนองความต้องการไปวัน ๆ (ลองคิดดูนะว่าถ้าคุณมีหนี้เยอะมาก ยังควรควักเงินออกจากกระเป๋าเพราะค่าใช้จ่ายนี้อีกหรือไม่?)

เมื่อมองค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างชัดเจนเป็น 3 ส่วนแล้ว อย่าลืมลงบัญชี จะได้รู้ว่ามีเงินเข้า เงินออกมากแค่ไหน อย่าปล่อยให้เงินไหลหายไปไม่รู้ตัว…

“แค่เพียงรู้จักลงบัญชีทุกวัน เราจะพบสิ่งที่น่าตกใจ นั่นคือเงินเหลือใช้มากขึ้นในทันที”

เท่านั้นไม่พอ…ถ้าอยากรวยจริง ต้องเก็บออมให้ได้ด้วย

แล้วจะเก็บออมอย่างไรให้รวย ?

ลองอ่านประโยคนี้ดู “ตอนที่เรามีเงินเดือนสองหมื่น หลายคนคิดว่าถ้าได้สักสามหมื่นก็น่าจะมีเหลือเก็บ”

คุณคิดอย่างไรกับมัน…ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจดี เพราะในความเป็นจริงแล้ว คุณไม่ต้องมีเงินเดือนหลักแสน ก็สามารถเก็บออมเงินได้

มันอยู่ที่คุณคิด…คิดว่าจะเก็บเท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ 

บางคนมีรายได้หลักแสน หลักล้าน แต่ไม่มีเงินออมแม้แต่บาทเดียว เพราะอะไรล่ะ…คำตอบง่าย ๆ คือ เพราะเขาไม่เก็บ ไม่ออม แต่กลับมีข้ออ้างที่จะใช้เงินให้หมด

ถ้ารายรับน้อย เราเก็บน้อยจะได้ไหม ? 

คำตอบคือ ได้…สำคัญที่เราเริ่มเก็บให้ได้เท่านั้นเอง

เก็บน้อย เก็บมาก สุดท้ายมันจะสะสมรวมกันเป็นเงินก้อนเอง 

เก็บเศษเงินวันละร้อยสองร้อย แค่ปีเดียวเราก็สามารถนำเงินนั้นไปใช้ทำประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย 

“ความลับของการออมคือ…ออมก่อนใช้ ด้วยใจเด็ดเดี่ยว จะกินแกลบอย่างโอหัง เพื่อเก็บตังค์อย่างกล้าหาญ นั่นแหละครับ นิสัยอาแปะ นิสัยเจ้าสัวตัวจริง”

คลิกที่รูปภาพ เพื่อสั่งซื้อหนังสือ อย่ากลัวหนี้ เรายังมีที่ยืน

อ้างอิง : ข้อมูลจากหนังสือ อย่ากลัวหนี้ เรายังมีที่ยืน (โดยครูพี่ม้อค ธวัชชัย พืชผล)

บทความโดย : กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์ 7D Book&Digital

ขอบคุณรูปภาพจาก : เว็บไซต์ Freepik และ Pexel