Spread the love

เมื่อตัวเลขที่แตกต่างกันเพียง 1 คะแนน สามารถตัดสินอนาคตของคุณได้

จะทำอย่างไร ถ้าวัยแห่งการค้นหางานในฝัน ถูกควบคุมชะตาโดยกระดาษคำตอบเพียงแผ่นเดียว ?

“ทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน
คุณแตกต่างต่างจากคนอื่นที่ยืนใบสมัครงานมายังไง ?

แล้วทักษะภาษาอังกฤษของคุณ
จะช่วยให้การทำงานในองค์กรก้าวหน้าขึ้นแค่ไหน ?”

นี่อาจเป็นคำถามที่คุณต้องเจอในวันสัมภาษณ์งาน

และถ้าคุณไม่แน่จริง…อาจต้องเสียตำแหน่งงานที่ต้องการไป ให้กับคนที่ทำคะแนน TOEIC ได้มากกว่าคุณแค่ไม่กี่คะแนน

นับตั้งแต่ต้นปี 2020 จนถึงปัจจุบัน
มีสถิติรายงานอัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงมีพนักงานหน้าเก่าหลายท่านที่ถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็น ‘คนตกงาน’ ด้วยวิกฤตไวรัสและพิษเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน และยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะดีขึ้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลว่า มีจำนวนบุคคลว่างงานกว่า 4.19 แสนคน

และต่อมาในเดือนมีนาคม มีประชากรกว่า 3.92 แสนคน ที่ต้องตกอยู่ในสถานะว่างงาน

กระทั่งต่อมาในเดือนเมษายน มีประชาชนอีกเกือบ 3 แสนคน ที่ต้องไปขึ้นทะเบียนขอใช้สิทธิของคนว่างงาน 

จำนวนคนว่างงานหลักแสนในแต่ละเดือนนั้นบอกอะไรกับเรา ?

แน่นอนว่ามันไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีศักยภาพมากพอ

เพราะนับจากนี้ไป ยิ่งวิกฤตหนักขึ้นเท่าไหร่ องค์กรต่าง ๆ ก็จะยิ่งรับพนักงานใหม่น้อยลง และจะคัดสรรคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดเข้ามา

นั่นหมายความว่า ‘ตำแหน่งงานจะหายากยิ่งขึ้น’ และจะเกิดการแข่งขันฟาดฟันกันอย่างดุเดือดในสนามแห่งการค้นหางานในฝัน

และถ้าคุณอยากได้ตำแหน่งงานในบริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคง คุณคงต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ว่า ‘คุณแตกต่างต่างจากคนอื่น ๆ ที่ยืนใบสมัครมาอย่างไร ? แล้วอะไรคือสิ่งที่องค์กรต้องการจากคุณ ?’

บริษัทชื่อดังและองค์กรระดับยักษ์ใหญ่ ต้องการอะไรจากเรา ?

นอกจากศักยภาพในการทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายแล้ว ทักษะภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยมก็สำคัญ

ครั้งหนึ่ง ในวัยประถมตอนปลาย คุณครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ได้ให้คำแนะนำกับฉันตอนค้นหารูปภาพที่สวยและตรงใจไม่เจอ

ครูบอกว่า “ถ้าค้นหาด้วยคำภาษาไทยแลวมีรูปให้เลือกน้อย ลองใช้คำภาษาอังกฤษแทนสิ เธอจะเจอรูปภาพที่หลากหลายกว่าเดิมนะ”

แล้วมันก็เป็นจริงเช่นนั้น…เมื่อฉันค้นหาด้วยคำภาษาอังกฤษ หน้าจอจะปรากฏรูปภาพที่หลากหลายและแตกต่างจากการค้นหาด้วยคำภาษาไทยแค่เพียงอย่างเดียว 

เพราะภาษาอังกฤษ…ทำให้มุมมองของเรากว้างขวางยิ่งขึ้น

ในการทำงานก็เช่นกัน ยิ่งคุณรู้ภาษาอังกฤษมากเท่าไหร่ ภาษาก็จะยิ่งพาคุณไปหาโอกาสใหม่ ๆ ในเส้นทางที่กว้างใหญ่กว่าเดิม เรียกได้ว่าเป็นใบเบิกทางในการสร้างคอนเนคชั่นที่กว้างขวาง และมีผลต่อการการพัฒนาองค์กรให้สำเร็จได้ในระดับสากลอีกด้วย

คะแนนสอบ TOEIC จึงเป็นด่านแรกที่ทำให้คุณได้เปรียบคู่แข่งในวันสัมภาษณ์งาน

TOEIC คืออะไร มาความเข้าใจกันก่อน 

ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าโทอิค (TOEIC) นั้น อันที่จริงแล้วคำนี้ย่อมาจาก Test of English for International Communication หรือก็คือแบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดระดับความสามารถทางการใช้ภาษาอังกฤษ คะแนนที่ได้จากการสอบโทอิคนั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงสามารถนำไปใช้สำหรับยื่นสมัครงานในบริษัทต่าง ๆ หรือใช้สำหรับการขอเลื่อนตำแหน่งได้

โดยในหนังสือ เฉลยข้อสอบ TOEIC ไม่ช่วยอะไร ถ้าวิเคราะห์ข้อสอบไม่เป็น ได้อธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ว่า…

“Test of English for International Communication หรือที่รู้จักกันในนาม TOEIC ศัตรูตัวฉกาจที่ประกาศตัวในฐานะแบบทดสอบซึ่งใช้สำหรับวัดระดับความสามารถทางการใช้ภาษาอังกฤษ (English Proficiency Test) ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงระดับที่ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา เพื่อนำไปใช้ตามจุดประสงค์ต่าง ๆ เช่น สมัครงานทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน เลื่อนตำแหน่ง หรือเพื่อเป็นผลรับรองจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย”

“2 พาร์ท 990 คะแนน ทำให้ได้ภายในเวลา 120 นาที”

ใช่แล้ว…คะแนนเต็มของโทอิคนั้นสูงถึง 990 คะแนน โดยจะให้เวลาในการทำข้อสอบเพียง 120 นาที หรือ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ส่วนเนื้อหาในการสอบ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 Part ใหญ่ ๆ คือ การฟังและการอ่าน ดังนี้

Part 1:  Listening Comprehension
(495 คะแนน ให้เวลาทำข้อสอบ 45 นาที) 

ในพาร์ทนี้จะทดสอบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของเรา โดยในห้องสอบจะมีการเปิดคลิปเสียงให้ฟัง ควบคู่ไปกับการหาคำตอบที่ถูกต้องในกระดาษข้อสอบบนโต๊ะของเรา

พาร์ทนี้ต้องใช้สมาธิอย่างมาก สติหลุดไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าฟังคลิปเสียงดังกล่าวไม่ทัน เราไม่สามารถร้องขอให้กรรมการคุมสอบเปิดให้ฟังอีกรอบได้ 

Part 2:  Reading Comprehension
(495 คะแนน ให้เวลาทำข้อสอบ 75 นาที) 

ในพาร์ทนี้จะทดสอบทักษะการอ่านและจับใจความภาษาอังกฤษของเรา พาร์ทนี้ต้องใช้สมาธิมากไม่ต่างกัน เพราะเวลามีจำกัด อย่าอ่านเพลินจนลืมหาคำตอบล่ะ

เมื่อการสอบโทอิค  ไม่ใช่แค่เข้าหัว แต่ต้องเข้าใจด้วย เราควรเตรียมตัวอย่างไร ก่อนลงสนามสอบจริง 

อย่าประมาท…เพราะมันไม่ง่ายอย่างที่คุณคิด

การสอบ TOEIC นั้นไม่เหมือนข้อสอบทั่วไปในระดับมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย เพราะนี่คือข้อสอบที่จะพาคุณไปสู่เส้นทางการทำงานของจริง เพราะฉะนั้นคุณอาจไม่คุ้นเคยกับการทำข้อสอบแนวนี้สักเท่าไหร่ การเตรียมตัวก่อนเข้าห้องสอบจริง จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

และนี่คือ 4 เทคนิคจากหนังสือ เฉลยข้อสอบ TOEIC ไม่ช่วยอะไร ถ้าวิเคราะห์ข้อสอบไม่เป็น ที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำข้อสอบโทอิคมากยิ่งขึ้น

1. ตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้งหลังอ่าน

เมื่ออ่านหนังสือจบ คุณอาจคิดว่าตัวเองเข้าใจมันดีแล้ว แต่ขอให้ทำความเข้าใจใหม่สักนิด เพราะสำหรับการลงสนามสอบ แค่ความมั่นใจอย่างเดียวอาจไม่พอ

เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งมั่นใจก่อนได้ตั้งคำถามกับตัวเองด้วย WH Question หรือก็คือ Who, What, When, Why, Where แล้วกลับมาสำรวจตัวเองว่าตอบคำถามเหล่านั้นได้แล้วหรือยัง

2. สรุปเรื่องราวตามความเข้าใจของตัวเอง

หลังจากตอบคำถาม WH Question เรียบร้อยแล้ว ลองหากระดาษสักแผ่น ดินสอสักแท่ง และยางลบอีกครึ่งโหล สำหรับใช้สรุปเรื่องราวทั้งหมดด้วยความเข้าใจของตัวเองอีกครั้งลงบนกระดาษ เพื่อเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เพิ่งเรียนรู้ไป 

3. เพิ่มคำศัพท์ลงคลัง 

คนส่วนใหญ่ทำข้อสอบพลาด เพราะคลังคำศัพท์ในสมองมีไม่มากพอ 

เนื่องจากข้อสอบโทอิคนั้นเน้นทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ในองค์การ และในการทำงาน ระดับของภาษาที่ใช้จึงไม่ใช่แค่ ‘ภาษาพูด’ ทั่ว ๆ ไป แต่ยังมีภาษาอังกฤษในระดับ ‘ทางการ’ ที่ใช้ในการติดต่องานหรือทำธุรกิจด้วย

สิ่งจำเป็นที่คุณต้องทำคือการเรียนรู้และเพิ่มคลังคำศัพท์ในระดับภาษาที่ยกขึ้นมาอีกนิดให้มากขึ้น เพราะมันจะช่วยลดระยะเวลาในการทำข้อสอบได้มาก และยังช่วยให้คะแนนสอบในครั้งถัดไปของคุณสูงขึ้นได้

4. อ่านให้เป็นนิสัย

ถ้าคุณอยากทำคะแนนในพาร์ทของ Reading Comprehension ให้ได้สูง ๆ แน่นอนว่าการฝึกอ่านให้เป็นนิสัยคือสิ่งจำเป็น

ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข่าว อ่านนิตยสาร อ่านวรรณกรรม อ่านวารสาร หรือแม้แต่การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกโซเชียลจากคนที่ใช้ภาษาอังกฤษจริง เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนทักษะด้านการอ่าน ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจและคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การกดดันตัวเองให้อ่านมาก ๆ เข้า มีความเสี่ยงจะกลายเป็นการ ‘ฝืนอ่าน’ ที่จะยิ่งทำให้ความรู้ความเข้าใจไหลออกนอกสมองไปเสียหมด

เพราะฉะนั้น ถ้ากลัวจะรู้สึกเบื่อ ลองเริ่มจากการเลือกอ่านในสิ่งที่ตนสนใจก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับไปอ่านเรื่องที่ยากขึ้นทีละสเต็ป แล้วแบ่งตารางเวลาในการอ่านให้ดี

อ่าน อ่าน อ่าน จับใจความ แล้วทำความเข้าใจ คุณทำได้แน่

. . .

เมื่อผลคะแนนจากการสอบได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ จงยินดีกับความสำเร็จนั้นอย่างภาคภูมิใจ

“รางวัลบนแผ่นกระดาษนั้น ไม่ได้มาจากโชค แต่เป็นผลพวงจากความพยายามของคุณเองต่างหาก”

คลิกที่ภาพ เพื่อสั่งซื้อหนังสือ

อ้างอิง : ข้อมูลจากหนังสือ เฉลยข้อสอบ TOEIC ไม่ช่วยอะไร ถ้าวิเคราะห์ข้อสอบไม่เป็น (โดย ปรียาภา พืชผล)

บทความโดย : กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์ 7D Book&Digital

ขอบคุณรูปภาพจาก : เว็บไซต์ Pexel