Spread the love

4 ข้อควรระวัง หากทะเลาะกันกับคนที่คุณรัก

ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้คิดเหมือนกันไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด ใครบ้างล่ะที่จะไม่เคยทะเลาะกับคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะพ่อ แม่ พี่ น้อง คนรัก ทุกคนต้องเคยกันทั้งนั้น ถึงจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกันมากก็เถอะ ขนาดเรายังทะเลาะกับตัวเองเลย

การทะเลาะแต่ละครั้งตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ อาจทวีความรุนแรงขึ้นหากต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเอาชนะ โดยที่ไม่ได้ทำความเข้าใจกันและกันเลย

ดังนั้น มาเรียนรู้วิธีการที่จะระวังไม่ให้การทะเลาะกันในแต่ละครั้งรุนแรงขึ้น ปรับความเข้าใจกันก่อนที่มันจะบานปลายกันเถอะ

ภาพถ่ายโดย Jopwell จาก Pexels

1. ระวังเรื่องการใช้น้ำเสียง

การแสดงออกต่อคนอื่นเป็นเหมือนกับกระจก หากเรายิ้มให้เขา ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะยิ้มตอบกลับเรา หากเรากระซิบ ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะกระซิบกลับเรา หรือหากเราตะคอกใส่เขา ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะตะคอกกลับใส่เราเช่นกัน

ในการทะเลาะกันนั้นการตะคอกใส่กันก็เหมือนการเติมฟืนให้กองไฟ เพราะยิ่งคนหนึ่งเสียงดัง อีกคนก็จะใช้เสียงที่ดังกว่าเข้าสู้จนกลายเป็นตะโกนใส่กัน

เราสามารถควบคุมความรุนแรงของการทะเลาะได้ด้วยการควบคุมน้ำเสียง หากอีกฝ่ายขึ้นเสียงก็ไม่ควรขึ้นเสียงตาม กลับกันนั้น ให้ใช้เสียงนุ่มนวลอ่อนหวานหรือเสียงปกติ เพื่อไม่ให้อารมณ์พุ่งพล่านและสามารถลดระดับเสียงลงจนกลับมาคุยกันได้อย่างปกติในที่สุด

ภาพถ่ายโดย Vera Arsic จาก Pexels

2. รักษาถ้อยคำให้น่าฟัง

ก่อนทะเลาะหากคู่ที่ไม่ได้คุยกันด้วยคำหยาบก็จะพูดปกติธรรมดา คะ ขา ครับ หรือแม้จะไม่มีคำลงท้ายเหล่านี้ก็จะไม่ได้ใช้คำหยาบ

แต่เมื่อมีอารมณ์โกรธก็มีการแปรเปลี่ยนคำที่ใช้เรียกกัน กลายเขียนขึ้นไอ้อี ขึ้นมึงกู หากไม่ได้ใช้คำหยาบเป็นปกติ คำหยาบเหล่านี้ก็อาจไปเตะต่อมโกรธให้โกรธยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น เมื่อทะเลาะกันจึงไม่ควรขึ้นคำหยาบ เพราะมันยิ่งจะไปโหมไฟให้โกรธยิ่งกว่าเดิม ควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น และลงท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย หากสามารถรักษาถ้อยคำให้น่าฟังก็อาจจะช่วยบรรเทาให้อารมณ์โกรธรุนแรงน้อยลงได้

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

3. พูดเฉพาะเรื่องที่ทะเลาะกัน

สาเหตุส่วนใหญ่ที่การทะเลาะกันมักจะยืดยาวและไม่จบสิ้นสักที อาจเป็นเพราะมักจะมีคนที่ดึงประเด็นอื่น ๆ เข้ามาแทรก จากประเด็นที่หนึ่งสู่ประเด็นที่สอง จากประเด็นที่สองสู่ประเด็นที่สาม จากประเด็นที่สามก็ยืดยาวไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีใครยอมใคร

การขุดคุ้ยความผิดในอดีต หรือเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย นอกจากจะทำให้ต่อความยาวสาวความยืดแล้ว ยังทำให้เหตุการณ์ทะเลาะกันไม่จบลงง่าย ๆ

ดังนั้น จึงพูดคุยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ความเห็นไม่ตรงกันหรือทะเลาะกันเท่านั้น ปรับความเข้าใจให้ตรงกันและคุยให้รู้เรื่อง ปล่อยผ่านเรื่องที่แล้วไปแล้วให้เป็นอดีต แล้วอยู่ในปัจจุบันกับคู่รัก เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส

ภาพถ่ายโดย Polina Zimmerman จาก Pexels

4. มีสติอยู่ตลอดเวลา

ในข่าวที่มีให้เห็นกันบ่อย ๆ อย่าง สามีภรรยาทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือ หรือคู่รักมีปากเสียงกันจนได้เลิกราต่อกัน ก็อาจจะเกิดจากความไม่มีสตินี่แหละ พลั้งปากหรือพลาดลงมือไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่าปล่อยให้อารมณ์นำสติ เพราะการที่อารมณ์นำสติมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น แม้จะทะเลาะกันหนักแค่ไหนก็ไม่ควรสติหลุดถึงขั้นที่จะทำให้เกิดเรื่องเกินเลยที่เรียกว่าเคราะห์ร้าย

หากขาดสติแล้วก็อาจจะทำให้ขาดซึ่งเหตุผล เมื่อสติมา ปัญหาจึงสงบ ใช้ความสุขุมต้านทาน การมีสติจะช่วยระงับอารมณ์โมโหไว้ได้ และจะช่วยให้ความรุนแรงนั้นทุเลาลงด้วย

ภาพถ่ายโดย Vera Arsic จาก Pexels

หรือถ้าหากพยายามแล้วแต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ ให้ทำอย่างอื่นให้ใจเย็นลงก่อน ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยากเคลียร์ให้ปัญหาจบในตอนนั้น เพราะบางคนก็อาจจะต้องการสงบสติอารมณ์ก่อนจะกลับมาปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง ดังนั้น การเว้นช่องว่างให้กันจึงถือเป็นเรื่องดี

แน่นอนว่าการเห็นต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ความเห็นต่างไม่ใช่เรื่องย่ำแย่ ตรงกันข้าม ความแตกต่างนี่แหละที่ทำให้โลกมีการพัฒนา หากโลกนี้ไม่มีการเห็นต่างและการถกเถียงกันก็ไม่อาจเกิดนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างเช่นทุกวันนี้ได้ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจะช่วยดึงความเป็นเหตุเป็นผลที่สมบูรณ์ที่สุดออกมา

หากโทมัส อัลวา เอดิสัน กับ นิโคลา เทสลา เห็นตรงกันเรื่องกระแสไฟฟ้า ทุกวันนี้ก็อาจจะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ได้ หรือหากรัสเซียกับอเมริกาเห็นพ้องกันและไม่ได้แข่งขันกันในสงครามอวกาศ เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็อาจไม่ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเช่นทุกวันนี้

แต่หากถกเถียงกันจนกลายเป็นเรื่องทะเลาะและเรื่องเกือบจะบานปลายใหญ่โต ก็ลองนำ 4 ข้อควรระวังไปใช้ด้วยนะ

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

ข้อมูลจากหนังสือ: “สอนลูกให้รู้จักแกล้งโง่ เรื่องเล็ก ๆ เปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่และยากให้ง่ายขึ้น” ผู้เขียน ดร.วรวรรณ นิมิตพงษ์กุล

เรียบเรียงโดย: กุลนิภา บุตรลุน
กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ 7D Book&Digital

ขอบคุณภาพประกอบจาก: เว็บไซต์ Pexels