Spread the love
World driven by expectations is not a nice place
โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวั

จริง ๆ แล้วโลกไม่ได้มีอยู่ใบเดียว

ไม่…ฉันไม่ได้พูดถึงโลกที่เป็นเพียงดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะ และถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นาซ่าก็ได้ออกมายืนยันถึงยานอวกาศที่เคลื่อนผ่านน่านฟ้าของโลก พวกเขาคิดว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกดูจะขยับเข้ามาใกล้กับความเป็นจริงไม่มากก็น้อย

โลกที่ฉันพูดถึงเป็นโลกที่ไร้รูปร่างและโปร่งใส จะว่าไปก็คล้ายกับโหลปลาทองแต่แทนที่จะเทน้ำ ปล่อยปลาทองใส่ลงไป โหลใบนี้ถูกพลิกคว่ำ ครอบลงบนหัวของเราพอดี

ความคิดและมุมมองของเราเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวอยู่ในนั้น

แน่นอนว่าความคิดและมุมมองแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและจุดของความสนใจ แต่หากจะให้กะคร่าว ๆ ฉันคิดว่าอย่างน้อยเราทุกคนเป็นเจ้าของโลกคนละสามใบด้วยกัน

โลกใบที่หนึ่งคือโลกส่วนตัว
โลกนี้มีชั้นบรรยากาศเป็นกระจกเงา สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือความคิดและตัวตนของคุณเท่านั้น

โลกใบที่สองคือโลกของสังคม
โลกใบนี้มีลักษณะโปร่งใสและค่อนข้างเปิดโล่ง คนอื่นสามารถมองและเดินเข้ามาได้ และคุณเองก็ตอบโต้กลับไปได้เช่นกัน

โลกใบที่สามคือโลกแห่งความคาดหวัง
โลกใบนี้มีความพิเศษตรงที่ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง ส่วนที่สองคือความคาดหวังที่มีต่อคนอื่น และส่วนสุดท้ายคือความคาดหวังที่คนอื่นมีต่อตัวของเรา

โลกทั้งสามใบทับซ้อนและส่งผลกระทบถึงกันและกันในระดับตัวตนและความสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงทิศทางในการดำเนินชีวิต นั่นจึงเป็นเรื่องยากหากจะฝืนดึงโลกใบใดใบหนึ่งเพื่อแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์

โลกทั้งสามใบมีความสำคัญเท่ากัน

อย่างไรก็ตามเมื่อโหลปลาทองของเราล้นทะลักด้วยความคิดและมุมมองที่จับต้องไม่ได้ โลกที่ดูจะได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกมากที่สุดก็ดูจะไม่พ้นโลกใบที่สาม โลกแห่งความคาดหวัง

“Hope for the best, expect the worst”

“หวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่จงอย่าลืมเตรียมใจสำหรับสิ่งที่แย่ที่สุดไว้ด้วย”

ประโยคที่ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพูดกันจนติดปาก พวกเขาเตรียมใจรับมือเคสฉุกเฉินที่โผล่เข้ามากลางดึก และแทบขอบคุณพระเจ้าในวันที่ท้องฟ้าปราศจากเสียงไซเรน

อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาคาดหวังว่าวันนั้นจะได้ออกเวรตรงเวลา แต่ดันมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น สิ่งที่ยากไม่ใช่การใช้เวลาในห้องผ่าตัดเพิ่มอีกค้อนคืน แต่เป็นการก้าวผ่านความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากความคาดหวังที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้

ดร. เจอรัลด์ เม กล่าวไว้ในหนังสือ ‘The Awakened Heart’ ว่า…

เมื่อเรา ‘หวัง’ นั่นหมายถึงเรามองเห็นความเป็นไปได้ และมีความเชื่อในบางสิ่งบางอย่าง

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเรา ‘คาดหวัง’ นั่นหมายถึงเรากำลังมองเลยปัจจุบันไปยังอนาคต คิดไปถึงสิ่งที่เราต้องการให้เป็นจริงโดยปราศจากการคำนึงถึงความเป็นไปได้และพื้นฐานความเป็นจริง

Piaget นักจิตวิทยาซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง การรู้คิดในทารก (Cognition in Infants) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการกระทำเช่นนี้ว่าเป็น การคิดอย่างน่าอัศจรรย์ (Magical Thinking)

มักจะเกิดขึ้นในเด็กวัยไม่เกินเจ็ดขวบที่เชื่อว่าความคิดของตนเองสามารถส่งผลให้เกิดสิ่งที่ต้องการได้โดยตรง เช่น คิดว่าความรู้สึกน้อยใจต่ออะไรสักอย่างจะทำให้ผู้เป็นแม่หันไปหยิบขนมมาใส่ตะกร้าเพิ่มอีกถุงได้

แต่ดูเหมือนว่า Piaget จะคำนวนผิดไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ Magical Thinking ไม่ได้หายไปตามอายุตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่ยังปรากฏออกมาให้เห็นแทบจะทุกนาทีที่เราเริ่มต้นจะทำอะไรสักอย่างเลยก็ว่าได้

และตรงนั้นเองที่เป็นปัญหา

ในขณะที่ความหวังได้รับการอธิบายว่าเป็นแหล่งเชื้อเพลิงให้เราเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่หวังไว้ ยกตัวอย่างเช่น หวังว่าจะได้เข้าทำงานที่นี่ คุณก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรนั้นให้ได้

อย่างไรก็ตาม หากเราคาดหวังในอะไรสักอย่าง จะมีเส้นสีดำลากขึ้นมาในหัว ตั้งไว้เป็นเกณฑ์แบ่งบนและล่าง ถ้าเราก้าวข้ามเส้นที่ว่านั้นไว้ได้ เราก็จะ ‘สมหวัง’ แต่ถ้าทำไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่คุณจะ ‘ผิดหวัง’ แต่ยังทำให้ความรู้สึกในแง่ลบได้เข้ามามีพื้นที่ในหัวและบั่นทอนจิตใจของคุณด้วย

ความคาดหวังไม่มีคำว่าประนีประนอมหรือผ่อนปรน มีแค่คำว่าสำเร็จหรือล้มเหลวเท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นมันจะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราจะหยุดคาดหวัง เหมือนอย่างคำพูดติดหูที่ว่า “ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง”

ฉันคิดว่านั่นเป็นคำพูดให้กำลังใจที่ดี แต่มันกลับดูเบาและไร้น้ำหนัก เพราะความน่ากลัวที่แท้จริงของความคาดหวังไม่ได้มาจากตัวของเราเอง แต่มาจากสังคม และคนที่อยู่รอบ ๆ ตัว

“จบไปต้องเป็นหมอนะ”

“โตขึ้นมาต้องมีงานทำดี ๆ นะ”

“เรียนให้ได้ที่หนึ่งนะ”

“ต้องเป็นเด็กดีนะ”

คำพูดที่คล้ายความหวังดีเหล่านี้ คุณจะรู้หรือไม่ว่าบางครั้งมันได้กลายร่างเป็นอสุรกายตัวใหญ่ที่คอยตามหลอกหลอนความคิดของคนที่ได้ยิน

เพราะมนุษย์เราต้องการการยอมรับและกลืนไปกับกระแสสังคม แต่ก็ยังต้องการเดินนำหน้าคนอื่นไปหนึ่งก้าวเสมอ นั่นจึงทำให้การมีที่ยืนอยู่ในสังคมที่เบียดเสียดเป็นการแข่งขันที่ขับเคี่ยว เมื่อเป็นอย่างนั้น คานความคาดหวังก็สูงตามไปด้วย

โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวัง บางครั้งฉันก็สับสนว่าเรากำลังใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งหรือหุ่นยนต์ที่ยืนนิ่ง ๆ รอรับชุดคำสั่งในแต่ละวันหรือไม่

ผลที่เกิดขึ้นจากความคาดหวัง ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง ล้วนส่งผลกระทบกันเป็นโดมิโน

ถ้าทำได้ตามที่คาดหวัง เกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ก็จะขยับสูงขึ้นไปอีก

ถ้าทำไม่ได้ตามที่คาดหวัง น้ำหนักที่กดทับลงบนไหล่ก็จะเพิ่มขึ้น สายตาจะหลุบต่ำมองพื้น จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวหดเล็กลงทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดื่มน้ำยาวิเศษเพื่อเข้าไปในดินแดนมัหศจรรย์

ความคาดหวังเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ ‘สังคม’ หรือ ‘คนอื่น’ คิดว่าเรายังไม่ดีพอ นั่นจึงทำให้เรารู้สึกขาด และต้องการเติมเต็มความคาดหวังในโลกของคนอื่น เพื่อที่เราจะรู้สึกเติมเต็มและทำให้สังคมและคนอื่นพอใจ

แต่หากลองมองดี ๆ จะเห็นว่า ความคาดหวังที่เกิดขึ้น อันที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับเราเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพียงสิ่งที่เขา ‘คิด’ ว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการและจำเป็นเพื่อที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้

คนหนึ่งคนเป็นเจ้าของโลกเป็นล้านใบ ดำเนินด้วยฏกเกณฑ์ที่ความคิดมุมมองและประสบการณ์ร่างขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนละวัย หรือวัยเดียวกันแต่ต่างสังคมจะเกิดการดับเครื่องชนทางความคิด

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เขาพูดจะถูก และสิ่งที่คุณคิดจะใช้ได้กับทุกเรื่อง สิ่งที่คุณทำได้จึงเป็นการเปิดใจ ยอมรับ และหาจุดร่วม

เปิดใจให้กับสิ่งที่แตกต่าง

ยอมรับในตัวตนของเขาและของคุณ

และหาจุดที่ทั้งเขาและคุณสามารถเดินไปด้วยกันได้

เพราะเมื่อทั้งคุณและเขาเปิดใจ ยอมรับและมองหาจุดร่วมกันได้ นั่นหมายถึงคุณเริ่มมองเห็นเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ดีพอและพอดีในแบบของเขาโดยปราศจากการเติมแต่งของความคาดหวัง

. . .

ไม่ต้องคาดหวัง
เพราะเขาจะทำอะไรที่จะทำให้คุณต้องแปลกใจเสมอ

เพราะสิ่งที่ทำร้ายเราไม่ใช่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ความรู้สึกที่ว่าเรายังไม่ดีพอ และนั่นหมายถึงการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมและคนรอบข้าง

“what screws us up most in life is the picture in our head of how it is supposed to be.”

“สิ่งที่พังชีวิตเราไม่เป็นท่า คือภาพในหัวที่เอาแต่บอกว่าเราควรจะเป็นคนแบบไหน”

คลิกที่ภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

บทความโดย : ปรียาภา พืชผล | บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ 7D Book & Digital

ขอบคุณภาพประกอบจาก เว็บไซต์ Pexels