Spread the love
วันราชการแรกของปี 2564 ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 จากเชื้อไวรัสซาร์โควี-2 ครบรอบปีพอดี คาดว่าเราจะต้องอยู่
ท่ามกลางการระบาดนี้ไปอีก 2-3 ปี จนกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือประจำฤดูกาลแบบไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าจะมีวัคซีนหรือไม่มีก็ตาม
การเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคโควิด-19 มีความสำคัญอย่างยิ่ง สติปัญญาจะทำให้เราตระหนักแต่ไม่ตระหนก ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม ฝากคาถาไว้เตือนใจให้ปฏิบัติตัว จะได้ไม่กลัวและไม่เสี่ยง: DMHTTT
-Distancing in social รักษาระยะห่างระหว่างกันเมื่อพบปะกันในสังคม
-Mask wearing สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากทางการแพทย์อย่างถูกวิธี
-Hand washing ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆหรือทุกครั้งก่อนสัมผัสบริเวณใบหน้า
-Tell the truth พูดความจริงถึงความเสี่ยงหรือโอกาสที่ตนเองเสี่ยงสัมผัสโรค
-Take timeline จดหรือจำสถานที่หรือกิจกรรมที่ตัวเองเข้าร่วมไว้อย่างละเอียดกันลืมอย่างน้อย 7-14 วันย้อนหลัง
-Testing เข้ารับการตรวจวิเคราะห์เชื้อโรคอย่างเหมาะสมทั้งสถานที่ วิธีการ และช่วงเวลา
เพราะถ้าตรวจในสถานที่ไม่ได้การรับรองคุณภาพ หรือใช้วิธีการตรวจที่ความไวและความจำเพาะไม่พอ หรือ ตรวจก่อนที่จะตรวจพบเชื้อในร่างกายเราได้ (ก่อน 3 วันหลังสัมผัสโรค) สำหรับตรวจสารรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัส หรือก่อน 14 วันหลังติดเชื้อสำหรับการตรวจแอนติบอดี้ ก็อาจเกิดผลลบลวงได้
จำไว้เสมอว่า ถ้าตรวจสารรหัสพันธุกรรมไวรัสโควิด-19 ด้วยวิธีเรียลไทม์ อาร์ที พีซีอาร์ แล้วได้ผลบวก มั่นใจได้เลย 100% ว่าคุณติดเชื้อจริง เพราะความจำเพาะ 100%
แต่ถ้าตรวจแล้วได้ผลลบ อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าไม่ติดแน่ 100% เพราะความไวทางคลินิกของการตรวจไม่ถึง 100% อาจเป็นผลลบลวงได้ ยังต้องเฝ้าระวัง สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย แยกห่างจากคนอื่น
ผลลบลวงคือ มีเชื้อในตัวแต่ดันตรวจแล็บแล้วได้ผลลบ ซะงั้น อันนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของแล็บ แต่เป็นข้อจำกัดของการตรวจวิเคราะห์
คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ
อย่าเชื่อคำอวดอ้างใด ๆ ในการชักชวนไปตรวจโควิด-19 โดยเฉพาะชุดทดสอบแอนติเจนที่ความไวในการตรวจจับเชื้อต่ำและความจำเพาะก็ไม่สูง เพราะถ้าตรวจแล้วผลลบ คุณก็แค่สบายใจแต่อาจไม่ใช่ผลลบจริง แถมยังจะเอาเชื้อไปเผื่อแผ่คนใกล้ชิดจากความสบายใจปลอมๆนั้นด้วย
ส่วนเรื่องตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหรือแอนติบอดี จากเลือด กว่าจะตรวจเจอก็ราววันที่ 14 หลังคุณติดเชื้อแล้วภูมิคุ้มกันถึงจะขึ้นให้ตรวจพบ ดังนั้น ถ้าตรวจวิธีนี้ได้ผลบวกคุณก็จะสบายใจได้แค่ว่า คุณเคยติดเชื้อนี้ไปแล้วเกิน 14 วัน แต่ไม่ได้บอกว่าภูมิคุ้มกันที่ขึ้นนั้น จะป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ได้หรือเปล่า หรือถ้าได้ จะป้องกันได้นานสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้แน่ แต่ถ้าได้ผลลบ จะบอกอะไรแทบไม่ได้เลย บอกได้แค่ว่า คุณได้เจ็บตัวเจาะเลือดไปตรวจแล้ว ก็เท่านั้น
การตรวจสารพันธุกรรมไวรัสโควิด-19 ด้วยวิธีเรียลไทม์ อาร์ที พีซีอาร์ ที่ถือเป็นมาตรฐานระดับทองสำหรับการวินิจฉัยโรคตอนนี้ใช้ตรวจจากการป้ายหลังโพรงจมูก(แยงจมูก)
แต่มีการศึกษาวิจัยสนับสนุนว่า สามารถตรวจจากน้ำลายได้ ถ้าเกิดความยากลำบากหรือไม่สะดวกในการแยงจมูก เพราะบ้วนน้ำลายไปตรวจง่ายกว่า ไม่เสี่ยงไอจามใส่คนแยงจมูกด้วย
พบว่า มีความไวทางคลินิกราวๆ 80% ขณะที่จากป้ายโพรงจมูกก็มีความไวทางคลินิกราวๆ 82-85% ต่างกันไม่มาก จึงเหมาะที่จะใช้น้ำลายในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากหลายร้อยพันหมื่นราย
เวลาพูดเรื่องความไว ต้องดูว่าเป็นความไวทางการตรวจวิเคราะห์ (analytical sensitivity) หรือ ความไวทางคลินิก (clinical sensitivity) มันต่างกันครับ
สำหรับเราๆท่านๆ ตอนนี้ที่ทำได้ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด แม้จะมีวัคซีนหรือไม่มีวัคซีน ก็ปฏิบัติตามคาถา DMHTTT…นี่ล่ะครับ
รายละเอียดหลายๆประเด็นผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือ “คู่มือการเอาตัวรอดจากโควิด-19” ไว้แล้วครับ
คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นพ.พิเชฐ บัญญัติ
รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ผู้เขียนหนังสือ คู่มือเอาตัวรอดจากไวรัส Covid-19
ขอบคุณภาพประกอบจาก: เว็บไซต์ Pexels
.
ติดตามอ่านบทความจากเพ จคุณหมอที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/dr.phichetbanyati/