ไวรัสโควิด 19 แค่ซากเชื้อยังหลอน

คำถามสำคัญที่ได้มาจากกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง เป็นเหตุให้ผมเขียนบทความนี้ว่า ถ้าคนไข้โควิด-19 หายป่วยกลับบ้านแล้ว เชื้อไวรัสจะหมดหรือยัง? ถ้ายังไม่หมดแล้วเขาจะแพร่เชื้อได้อีกไหม? มันเป็นตัวเชื้อ? หรือเป็นซากอันไร้ชีวิตกันแน่…

ข้อมูลผู้ติดเชื้อหรือตรวจพบไวรัสซาร์โควี-2 (โควิด-19) ของไทย 3,031 ราย เมื่อแยกแยะออกมาแล้วพบว่า มาตรวจเองที่ รพ. 52% การติดตามผู้สัมผัส 39% สถานกักกันของรัฐ 3% ศูนย์กักกัน 2% ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในชุมชน 2% และ ช่องทางเข้าออกประเทศ 2%

ข้อมูลนี้บอกอะไรครับ คนที่ป่วยหรือเสี่ยงที่มาตรวจที่ รพ. เองมากๆนี้ น่าจะมีผู้สัมผัสที่ตามไม่เจออีกจำนวนหนึ่งที่หลุดรอดไป ผอ.สำนักระบาดวิทยาบอกว่า...จำนวนผู้ป่วยต่ำ 10 หรือเป็น 0 เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น R0ล่าสุด คือ 3 นั่นคือ 1 คน แพร่เชื้อไปได้อีก 3 คน 

เราต้องให้ความสำคัญกับการออกค้นหาผู้ติดเชื้อให้ตรงเป้าตรงจุด มิฉะนั้น จะกลายเป็น “คนมาตรวจดันไม่เสี่ยง คนเสี่ยงดันไม่มาตรวจ” หากมีการติดเชื้ออยู่ก็ย่อมแพร่กระจายเชื้อให้คนอื่นๆต่อไปได้

ดังนั้น อย่าชะล่าใจ ตั้งการ์ดป้องกันตัวเองไว้ให้มั่น เถิดพี่น้องไทย อึดอัดรุงรัง เรื่องมาก ยุ่งยากกันจริง ก็อดทนเอาหน่อย อยู่กับความผิดปกติให้ชิน เด๋วมันก็จะกลายเป็นความปกติใหม่ หรือ นิวนอร์มัล ไปเอง

อาจารย์ นพ.ผจญ วงษ์ตระหง่าน อาจารย์พ่อของพวกเราชาวค่ายอาสาพัฒนา พอช.สมัยเรียนที่เชียงใหม่ สอนพวกเราชาวค่ายฯไว้ว่า “แท้จริงความลำบากไม่มี มีแต่ความไม่เคยชิน”

“ธรรมชาติ”คาดไปมิได้แน่
“สร้าง”ตัวแปรเปลี่ยนแปลงทุกแห่งหน
“อุปสรรค”หนักเบาปลุกเร้าตน
“ขึ้นมา”ยลยั่วเราจงเข้าใจ
“ให้เรา”แกร่งแข่งขันมุ่งมั่นผ่าน
“รู้จัก”การก่อกิจวินิจฉัย
“ต่อสู้”ทันปัญหาปัญญาไว
“ชีวิต”ได้ดั่งคิดสัมฤทธิ์จริง

ว่ากันว่า งานวิจัยชี้ว่าคนอังกฤษติดเชื้อไปแล้วกว่า 25% ส่วนคนไทยของจริงเท่าไหร่บอกไม่ได้ เพราะเราตรวจหาสารพันธุกรรมยีนจำเพาะของเชื้อ (แอนติเจน) เท่านั้น ยังมิได้ตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อหรือภูมิคุ้มกันการติดเชื้อ (แอนติบอดี) กันเลย แม้ตัวเลขจะดี ยอดป่วยยอดตายจะน้อย จนมะโนไปว่า ระบบสาธารณสุขเราดีขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว (แต่ยังหาข้อมูลไม่ได้ว่า ใครจัดอันดับให้)

การศึกษาเบื้องต้นพบว่า ประเทศที่ไม่มีโรคมาลาเรียระบาด จะมีจำนวนผู้ป่วยและอัตราการเสียชีวิตของโรคโควิด-19สูงกว่าปนะเทศที่มีผู้ป่วยโรคมาลาเรียระบาด ซึ่งเข้าใจว่า ภูมิคุ้มกันต่อโรคมาลาเรียที่เกิดขึ้นสามารถช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้ด้วย

วิล สมิธ (Will Smith) นักแสดงคนดังฮอลลีวูด
กล่าวไว้น่าคิด “คุณย่าของผมเคยบอกไว้ว่า อย่าปล่อยให้ความล้มเหลว มาเป็นบาดแผลในใจ และอย่าให้ความสำเร็จมาควบคุมความคิดของเรา”

การจะดูว่าคนไหนใครหนอ ติดเชื้อโควิด-19 บ้างแล้ว ที่องค์การอนามัยโลกใช้เป็นมาตรฐาน (Gold standard) ในการวินิจฉัยคือ การตรวจสารรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสซาร์โควี-2 (ยีนจำเพาะ) ด้วยเทคนิค rRT-PCR มาจากคำว่า real time reverse transcriptase polymerase chain reaction เก็บตัวอย่างจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ เช่น ป้ายในลำคอ ป้ายหลังโพรงจมูก เสมหะ น้ำลาย หรือ น้ำล้างปอด

การตรวจให้ตรวจยีนจำเพาะ พบผลบวก 2 จุด จึงจะถือว่าให้ผลบวก ช่วงแรกๆไทยเราใช้ ยีนจำเพาะ 2 จุด และ 2 ห้องแล็บยืนยัน แต่หลังพบผู้ป่วยมากขึ้น ก็ปรับมาใช้ห้องแล็บเดียวแต่ตรวจยีนจำเพาะ 2 จุด แทน

การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ ควรเก็บเร็วที่สุดที่คนไข้เริ่มมีอาการ เพราะปริมาณไวรัสสูง การเก็บตัวอย่างส่งตรวจนี้มีความสำคัญมาก ถ้าเก็บไม่ดีจะให้ผลลบลวงได

ข้อดี ของการตรวจ rRT-PCR คือ ความจำเพาะต่อไวรัสสูง 100% สามารถตรวจพบได้ในการติดเชื้อช่วงแรกๆ

ข้อด้อย คือ ซับซ้อน ราคาแพง คนเก็บตัวอย่างเสี่ยง ต้องการห้องแล็บและเครื่องมือเฉพาะ และความไวอยู่ที่ราวๆ 50-70% เมื่อคิดจากปัจจัยคุณภาพตัวอย่างสิ่งส่งตรวจด้วย หรือ ไวรัสอาจไม่มากในผู้ป่วยบางราย

จะตรวจได้ผลดีที่สุดในน้ำล้างปอด แต่ก็เสี่ยงต่อการฟุ้งกระจายของเชื้อไวรัสหากเก็บวิธีนี้ และ rRT-PCR อาจให้ผลลบในระยะท้ายๆของโรคที่ผู้ป่วยสร้างภูมิคุ้มกันออกมาแล้ว

อัตราการพบผลบวก (COVID-19 testing positive rate) ของ rRT-PCR จะแตกต่างกันไปตามชนิดสารคัดหลั่งที่เป็นตัวอย่างสิ่งส่งตรวจดังนี้ น้ำล้างปอด 93% เสมหะ 72% ป้ายหลังโพรงจมูก 63% ตัดชิ้นเนื้อในหลอดลม 46% ป้ายในลำคอ 32% อุจจาระ 29% เลือด 1% และ ปัสสาวะ 0% (ไม่พบผลบวกเลย)

การตรวจแอนติบอดี ด้วยวิธีอีไลซา (ELISA) หรือชุดทดสอบอย่างไว (rapid antobody test) เป็นการตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อหรือภูมิคุ้มกันโรค ตรวจดู 2 ชนิด คือ IgM ดูว่ากำลังติดเชื้ออยู่หรือโรคยังคงดำเนินอยู่ กับ IgG ดูการติดเชื้อในระยะท้ายๆหรือโรคเริ่มสงบหรือหายแล้ว

แต่ถ้าจะตรวจดูว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนั้นป้องกันการติดเชื้อไวรัสด้วยไหม จะต้องตรวจนิวตรัลไลซิ่งแอนติบอดี (neutralizing antibody) ร่วมด้วย เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิดที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเข้าเซลล์ของไวรัส ซึ่งอาจตรวจด้วยวิธีอีไลซาที่เรียกว่า surrogate virus neutralization test (sVNT)

การเจาะเข้าเซลล์คนเราของไวรัสโควิด-19 อาศัยโปรตีนหนามแหลมที่เปลือกหุ้ม(S)ของมัน จับเข้ากับประตูรับเอซีอี-2 ของผิวเซลล์เรา ใช้โปรตีนหน่วยย่อยS1เกาะติด (attachment) ใช้ส่วนรอยต่อโปรตีนS1/S2กระเทาะผนังเซลล์เรา แล้วใช้ส่วนโปรตีนS2 ฝังเข้าไปจนเข้าเซลล์เราได้

วัคซีนป้องกัน หรือ ยาต้านไวรัสบางชนิด ก็อาศัยกลไกนี้ในการจัดการกับไวรัส เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ได้

กรณีฟ้าทะลายโจร การศึกษาในหลอดทดลอง (ยังไม่ใช่ในสัตว์ทดลอง หรือ ในคน นะครับ มีคนฉวยเอาผลการทดลองไปอ้างขายผลิตภัณฑ์กันเยอะเลย) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทดลองเอาสารสกัดแอนโดรกราฟาไลด์ และสารสกัดหยาบฟ้าทะลายโจร พบว่า มีฤทธิ์ฆ่าไวรัสโดยตรงทำให้ไวรัสตายก่อนเข้าเซลล์ และ มีฤทธิ์ต้านไวรัสไม่ให้เพิ่มจำนวนในเซลล์

แต่…ไม่สามารถป้องกันไวรัสเข้าเซลล์ได้ ทั้งนี้คำว่า “ฆ่าไวรัสได้” กับ “รักษาโรค” ได้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เหมือน แอลกอฮอล์ 70% ฆ่าไวรัสโควิด-19 ได้ แต่เราไม่สามารถกิน(ดื่ม)แอลกอฮอล์ป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19 ได้

ผู้วิจัยยังได้มีข้อแนะนำ (แต่คนทั่วไปอาจไม่ได้อ่าน ส่วนคนเอาไปอ้างสรรพคุณก็คงไม่เอาไปบอก) คือ ไม่แนะนำให้กินพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 และ การใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาโรคโควิด-19 จำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัยในคนต่อไป

ก็เหมือนกับวัคซีนต้นแบบ mRNAของคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯที่แถลงเมื่อวานว่า ผลการทดลองภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี)ที่เกิดขึ้นในหนูมีผลดีในการต้านไวรัส แต่ต้องทดลองในลิง และคนต่อไป จึงจะสรุปว่าใช้ได้จริงหรือไม่

กลับมาที่การตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อโควิด-19 เพื่อวินิจฉัยโรค จะตรวจทั้ง IgM และ IgG ข้อดี คือ ใช้คัดกรองเบื้องต้นหรือเร็วๆ ในคนที่เป็นพาหะ คนติดเชื้อที่มีอาการ คนติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หรือ คนที่เคยติดเชื้อแล้วจนตัวไวรัสถูกขับออกหมดแล้ว ถูกและให้ผลเร็ว มีความไวเพียงพอสำหรับการคัดกรอง (แต่ไม่ใช่ตรวจยืนยัน)

ข้อด้อย คือ การติดเชื้อช่วงแรกๆจะให้ผลลบ กว่าแอนติบอดีจะขึ้น ไวรัสทั่วๆไปก็ราว 3-7 วันหลังมีอาการ แต่ของโควิด-19 ยังไม่ชัวร์ว่ากี่วันแน่ แต่ขึ้นช้ากว่านี้ และเป็นวิธีที่ความจำเพาะต่ำ ติดเชื้ออื่นก็อาจจะให้ผลบวกได้

วิธีตรวจ IgM หรือ IgG นี้ ภูมิคุ้มกันที่ตรวจเจอ (ผลบวก) บอกได้แค่ว่า กำลังมีการตัดเชื้อหรือเคยมีการติดเชื้อ แต่ไม่ได้บอกว่า ภูมิคุ้มกันนั้นจะสามารถป้องกันการติดเชื้อในครั้งต่อไปได้หรือไม่

เชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ มีความเหมือนไวรัสในค้างคาวมาก(96%) แต่เหมือนจนไม่น่าเชื่อจะมาติดเชื้อในคนได้ ขณะเดียวกันมันก็เหมือนไวรัสในตัวนิ่ม(90%) แต่น้อยกว่าในค้างคาว แต่มีโปรตีนที่หนามแหลมเหมือนกันมากกว่า (99%) จึงคาดว่า คนน่าจะติดจากตัวนิ่มมากกว่

ความแปลกของมันมีหลายอย่าง ระยะฟักตัวที่แปรผัน (2 สัปดาห์) ระยะแสดงอาการที่ไม่แน่นอน (3 สัปดาห์) ระยะเวลากำจัดเชื้อออกจากร่างกายที่ยาวนาน (เกิน 3 สัปดาห์) และขับออกมาหลายทาง ทำให้เราฟันธงอะไรๆได้ยาก เมื่อคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ตอนที่มาตรวจอาจจะพบคนติดเชื้อได้ 4 ลักษณะด้วยกันคือ

แบบแรก
ติดเชื้อมีอาการตามแบบแผน (typical symptomatic) ไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย

แบบที่สอง
ติดเชื้อมีอาการผิดแบบแผน (atypical symptomatic) อาจไม่มีอาการอะไร อยู่ๆก็เหนื่อยง่ายหมดสติ หรือ ลิ้นไม่รู้รสจมูกไม่รู้กลิ่น หรือ มีผื่นขึ้นตามตัว มือเท้า ในปาก คล้ายโรคคาวาซากิ

แบบที่สาม
ติดเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการ (Presymptomatic) ไม่มีอาการอะไร ระยะฟักตัว 1-14 วัน ตรวจเชื้อให้ผลบวกไปหลายวันแล้วจึงค่อยมีอาการ หรือ ตรวจครั้งสองครั้งสามจึงพบให้ผลบวกแล้วจึงมีอาการตามมา

แบบที่สี่
ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ (asymptomatic) กลุ่มนี้ไม่มีอาการตั้งแต่ต้นจนจบแต่แพร่เชื้อได้ (contagious)

เล่ามายืดยาว กำลังจะเข้าสู่คำตอบที่ได้เขียนไว้ในย่อหน้าแรกของบทความ…ตัวเชื้อ หรือ ซากเชื้อ

ไวรัสมันเข้ามาอยู่กินกับคนเรา มันจะแอบซุ่มขยายพันธุ์เงียบๆ เรายังไม่รู้ตัว ช่วง 1-14 วันหลังการติดเชื้อ (เฉลี่ย 4-6 วัน)

7 วันก่อนมีอาการป่วย
จะตรวจ rRT-PCR เจอในน้ำป้ายโพรงจมูกหรือเอาสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินายใจมาแยกเชื้อไวรัสดู

6 วันก่อนมีอาการป่วย
จะตรวจ rRT-PCR จากน้ำล้างปอดหรือเสมหะให้ผลบวก

2 วันก่อนมีอาการป่วย
จะตรวจ rRT-PCR จากอุจจาระให้ผลบวก และคงอยู่ระยะยาวในปริมาณที่มากแม้จะไม่มีอาการ แสดงว่าอาจมีการแบ่งตัวได้ในทางเดินอาหาร แต่ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อทางอุจจาระ

หลังสัปดาห์ที่ 1 หลังมีอาการป่วย
จะเริ่มตรวจพบแอนติบอดีชนิด IgM และ IgG แต่จะตรวจแยกเชื้อไวรัสไม่เจอแล้ว

IgM กับ IgG จะเพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 แล้ว IgMลดลงจนหมดไปในสัปดาห์ที่ 6 แต่ IgG ยังคงมีอยู่

หลังสัปดาห์ที่ 3 จากวันที่คนไข้มีอาการป่วย โอกาสตรวจด้วย rRT-PCTในตัวอย่างป้ายหลังโพรงจมูก เสมหะและน้ำล้างปอด จะพบเชื้อน้อยลง

ช่วงที่คนไข้มีอาการป่วย (illness) จะกินเวลา 10 วัน หรือ มากกว่า การมีปริมาณไวรัสมากในช่วงเริ่มป่วยแสดงว่า ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้มากในช่วงสัปดาห์แรก ผู้สูงอายุจะมีปริมาณไวรัสในตัวและอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้มากเมื่อมีอาการ แต่ก่อนมีอาการก็แพร่เชื้อได้ ซึ่งพบไม่บ่อย ช่วงแพร่กระจายเชื้อ (infectious period) ราว 8-10 วัน หรือ มากกว่า เริ่มตั้งแต่ 1-3 วันก่อนมีอาการ

แล้วคนที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวนานเท่าไหร่

งานวิจัยบ่งชี้ว่า การมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวนานหลังติดเชื้อ จะสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคและการพยากรณ์โรคที่ไม่ด

ปริมาณไวรัส (viral load) ของผู้ป่วยอาการรุนแรงจะมากกว่าผู้ป่วยอาการเล็กน้อยราว 60 เท่า นั่นคือ อาการป่วยที่แย่สัมพันธ์ตามปริมาณไวรัสในร่างกาย และมีเชื้อไวรัสค้างอยู่ในตัวได้นานกว่าคนที่อาการไม่รุนแรง

ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย จะกำจัดไวรัสได้เร็ว 90%ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตรวจ rRT-PCR ให้ผลลบภายในวันที่ 10 หลังวันที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ

ผลงานวิจัยจากจีนสรุปว่า ผู้ป่วยโควิด-19 จะมีเชื้อไวรัสในร่างกายหลังวันแรกที่มีอาการแล้ว 19-28 วัน (เฉลี่ย 26 วัน)โดยไม่สัมพันธ์กับเพศ ในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีจะอยู่นาน 28 วัน วัยรุ่นอยู่นาน 20 วัน

เมื่อเทียบกลุ่มอาการรุนแรง ไวรัสอยู่ได้นาน 27 วัน ส่วนกลุ่มไม่รุนแรง อยู่นาน 20 วัน

ขณะที่วิจัยของสหนัฐอเมริกา การตรวจrRT-PCR ยังคงให้ผลบวกได้ในผู้ป่วยโควิด-19 ได้ถึง 43 วันหลังมีอาการ หรือ 28 วันหลังอาการหายไป

ส่วนภูมิคุ้มกันนั้น 99% ของผู้ป่วยมี IgG ตรวจพบได้ 3-4 สัปดาห์(24วัน)หลังมีอาการ หรืออย่างน้อย 2 สัปดาห์ (15วัน)หลังอาการหายไป และไม่พบหลักฐานการลดลงของแอนติบอดีนี้หลังตรวจซ้ำ แต่ผู้วิจัยจะติดตามผลในอีก 6 เดือน

งานวิจัยยังบอกอีกว่า 37.4% ของผู้ป่วยมีระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (seroconversion) และผู้ป่วยที่หายจากโควิด-19แล้ว จะมีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อครั้งใหม่

สิ่งที่จะบ่งชี้ว่า คนไข้ดีขึ้นแล้วสามารถหยุดกักกันตัวเองได้อย่างน้อย 7 วันหลังมีอาการ และอย่างน้อย 72 ชั่วโมง (3 วัน) ที่ไม่มีไข้โดยไม่ได้ใช้ยาลดไข้

เมื่อผลตรวจแล็บ rRT-PCR ให้ผลบวก จึงไม่ได้หมายความว่า คนๆนั้นจะยังแพร่กระจายเชื้อได้ เมื่อไวรัสยังสามารถพบได้ในร่างกาย ราวๆ 19-28 วัน

แสดงว่า ช่วงเวลาแพร่เชื้อได้หรือไวรัสก่อโรคได้ก็จะอยู่ที่ราวๆ 8-10 วัน รวมกับช่วง 2-3 วันก่อนมีอาการ ก็ราวๆ 10-13 วัน เชื้อที่ตรวจพบหลังจากนั้น จึงเป็นแค่ซากเชื้อหรือชิ้นส่วนไวรัสที่ไม่สามารถก่อโรคได้

ผู้ป่วยบางรายหายป่วยไปเกิน 30 วันแล้ว หรือเคยมีรายงานนานถึง 45 วัน ก็อาจตรวจพบซากเชื้อหรือชิ้นส่วนไวรัสได้ ไม่สามารถติดต่อก่อโรคได้ หรือ ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อได

ปกติเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจคนเรา ก็จะมีการเจริญเติบโตจนแก่หลุดลอกออกมาและกว่าจะหลุดลอกออกมาใช้เวลาเป็นเดือน ชิ้นส่วนไวรัสที่ค้างอยู่ก็อาจหลุดมาให้ตรวจพบได้

บางรายหายป่วยแล้วตรวจซ้ำให้ผลลบ พอผ่านไปสักระยะหนึ่งกลับมาตรวจซ้ำให้ผลบวกใหม่ ก็เกิดขึ้นได้ โดยไม่ได้เป็นการติดเชื้อครั้งใหม่ หรือ มีการติดเชื้อซ้ำแต่อย่างใด

ช่วงแรกของไทยเรา ก็ให้ตรวจแล็บสองครั้งให้ผลลบห่างกัน 48 ชั่วโมง ก่อนให้ผู้ป่วยกลับบ้าน แต่ตอนหลังก็ปรับเปลี่ยนมาใช้ระยะเวลาและอาการทางคลินิกแทนผลแล็บด้วยเหตุผลที่ผมเล่ามานี้

ผู้ติดเชื้อต้องแยกกักตัวนอน รพ.อย่างน้อย 14 วัน ถ้าไม่มีอาการ หรือ จนกว่าอาการจะหายไปแล้ว 3 วัน แต่ไม่น้อยกว่า 14 วัน และยังแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยอยู่บ้านจนครบ 28 วัน อีกด้วย

หมู่บ้านชุมชนต่างๆที่มีผู้ป่วยก็ไม่ต้องกังวลตั้งป้อมรังเกียจผู้ที่หายป่วยแล้วนะครับ และไม่ต้องขอดูใบแล็บผลลบยืนยันว่าหายด้วยครับ

ที่น่าห่วงกังวลมากกว่า ก็เราๆท่านๆนี่ละครับ แม้จะกักคนมาจากนอกประเทศไว้ได้หมดก็ตาม แต่หากเรายังมีผู้ป่วยรายใหม่อยู่ เราก็ยังเสี่ยงครับ ยกการ์ดกันต่อก่อนนะครับ อย่าเพิ่งฉลอง…เกรงจะมีเสียวอีกรอบ

ขอบคุณภาพประกอบจาก :  Pixabay | freepik | BBC News

บทความโดย : นพ.พิเชฐ บัญญัติ 
รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ผู้เรียบเรียงหนังสือ : คู่มือเอาตัวรอดจากไวรัส Covid-19
ติดตามสาระความรู้เรื่องสุขภาพจากคุณหมอได้ที่เพจ : นพ.พิเชฐ บัญญัติ