ทำไมคนไทยเป็นหนี้มากขึ้น เร็วขึ้น และนานขึ้น?

สาเหตุหลักๆที่ทำให้คนไทยมีหนี้เพิ่มขึ้นๆ…

ก็คือ การไม่มีความรู้ทางการเงิน รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงการขาดวินัยทางการเงินนั่นเอง ยิ่งในยุคสมัยนี้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อกู้ยืมเงินของสถาบันการเงินนั้นทำได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้ง่ายขึ้นเช่นกัน

โดยหนี้ที่มีมูลค่ามากและน่าเป็นห่วงที่สุดคือ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อรถยนต์ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่องนั้นได้สะท้อนถึงความเปราะบางและการขาดภูมิคุ้มกันของภาคครัวเรือน

หากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยมีปัญหาอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย หรือว่าเกิดโรคระบาดหรือภัยทางธรรมชาติที่รุนเเรงจนส่งผลกระทบต่อรายได้ ทำให้รายได้ของเราลดลง

เมื่อรายได้ของเราลดลงก็ทำให้เราต้องใช้จ่ายลดลงด้วย หรือยิ่งไปกว่านั้นก็แทบจะไม่ได้ใช้จ่ายเลย เพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้จ่าย นอกจากนี้ยังทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของเรา

ลดลง และยิ่งไปกว่านั้นอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ทันตามกำหนด สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทำให้หนี้เสียของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวมของประเทศได้

ที่สำคัญคนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย  

“จากการสำรวจ พบว่า คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้นและมากขึ้น อายุมากแต่หนี้ยังไม่ลด โดยเฉพาะคนวัยทำงานช่วงอายุ 29-30 ปี ที่เป็นกำลังสำคัญของชาติเป็นหนี้เสียเยอะมาก ซึ่งวัยนี้เป็นวัยที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ วัยที่สร้างครอบครัว และเป็นวัยที่เป็นรากฐานสำคัญของไทย ซึ่งส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยไม่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากคนไทยมีภาระหนี้เยอะมาก ซึ่งมีผลต่อการบริโภคภาพรวมของประเทศ…”

ความน่ากลัวของปัญหาหนี้ของคนไทย อยู่ในขั้นวิกฤติ “คนไทย” เป็นหนี้เร็วขึ้น เป็นหนี้นาน และยังเป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงมากอีกต่างหาก โดยครึ่งหนึ่งของคนอายุประมาณ 30 ปี เป็นหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่ออุปโภคบริโภค และหนี้บัตรเครดิต หมดไปกับการกินใช้อย่างฟุ่มเฟือยเป็นส่วนใหญ่

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

ที่คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น เร็วขึ้น และนานขึ้นนั้น… อาจมาจากหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น

1.ขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน ขาดทักษะการวางแผนจัดการการเงินส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเรื่องการใช้บัตรเครดิต คนจำนวนมากใช้บัตรเครดิตหลายใบ แล้วก็หมุนไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ต้องจ่ายคืนหนี้ทุกใบ บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ดอกเบี้ยของบัตรเครดิตนั้นถ้าไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทั้งหมด จ่ายเเค่ขั้นต่ำ ดอกเบี้ยก็จะทบต้นไปเรื่อยๆ

2.สถาบันการเงินก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้เกินพอดี โดยมีการมุ่งเน้นการขายบริการทางการเงินตามความต้องการของ “ผู้ขาย” มากกว่าจะเป็นไปตามความต้องการของผู้ซื้อ

3.กระแสค่านิยมและบริโภคนิยมที่เปลี่ยนไป มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีทัศนคติว่า “ถ้าคนอื่นมี ฉันต้องมี” บางคนเริ่มทำงานก็ซื้อรถคันแรกแล้ว ดาวน์น้อยผ่อนนาน แทนที่จะทำงานแล้วเก็บเงินไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อจัดสรรไว้สำหรับการออม ให้พ่อแม่ แล้วสุดท้ายค่อยให้รางวัลตัวเอง

4.เวลาลูกหนี้ตกเข้าไปอยู่ในวงจรหนี้ที่มี “หนี้สินล้นพ้นตัว” มักจะหาทางออกได้ยากเนื่องจากเงื่อนไขการประนอมหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินต่างกัน การติดตามทวงหนี้ การพิจารณาหนี้เสียใช้ระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน ลูกหนี้ที่มีหนี้กับสถาบันการเงินหลายๆสถาบันจึงอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ได้ในคราวเดียวกัน

การมีหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด… ทุกคนสามารถสร้างหนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองได้แต่เราก็ “ต้องรู้จักความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเอง” ต้องเข้าใจตัวเอง รู้จักประมาณตนและต้องตระหนักว่า “การมีหนี้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองนั้น ถือเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด

คำแนะนำสำหรับคนที่มีหนี้ … 

สำหรับคนที่มีหนี้และอยากแก้หนี้นั้นต้องเริ่มต้นจากตัวเราเอง ต้องเรียนรู้วิธีการหารายได้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานมากขึ้นเพื่อให้ได้เงินโอที หรือจะเป็นการทำอาชีพเสริมเพื่อนำเงินที่ได้มาเพิ่มไปชำระหนี้ให้ลดลงเร็วๆนอกจากการเพิ่มรายได้แล้วก็ต้องลดรายจ่ายด้วยโดยเฉพาะรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นโดยการจัดทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เราสามารถวางแผนบริหารจัดการเรื่องเงินๆทองๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และอีกเรื่องที่สำคัญ นั่นก็คือคุณต้องมีความรู้ด้านการเงิน มีวินัยทางการเงิน เช่น การออมก่อนใช้เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ต้องหักไปออมก่อน 5% หรือ 10% ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งเงินออมก้อนนี้แหละที่จะเป็นที่พึ่งพาให้เราไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินในอนาคต จะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายอีกต่อไป

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

อ้างอิง : ข้อมูลจากหนังสือ อย่ากลัวหนี้ เรายังมีที่ยืน

เขียนโดย : ธวัชชัย พืชผล

บทความโดย : สุดารัตน์ ทองนุ่น ทีมงานสำนักพิมพ์ 7D Book & Digital

ขอบคุณภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ Pexels