Spread the love

ในปี 2017 นิตยสารฟอร์บส (Forbes Magazine) ได้ประกาศรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และสิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกก็ต้องประหลาดใจก็คือ บุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับหนึ่งในปีนั้นสามารถแซงหน้า บิล เกตส์ (Bill Gates) ที่คว้าตำแหน่งนี้มาได้กว่า 2 ทศวรรษแล้ว บุคคลคนนั้นก็คือ “อามันซิโอ ออร์เทกา” (Amansio Ortega) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Zara ที่คนทั่วโลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่น มูลค่าทรัพย์สินที่เขาถือครองอยู่ตอนนั้นสูงถึง 79.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทรัพย์สินของ บิล เกตส์ มีมูลค่า 78.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Amancio Ortega (รูปภาพจาก www.townandcountrymag.com)

เขาเป็นลูกคนที่ 4 ที่เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน ในปีนั้น สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในสเปนตกอยู่ภาวะตึงเครียดอย่างหนัก พ่อของเขาเป็นเพียงช่างซ่อมรถไฟเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะเลี้ยงดูครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวถึง 6 คน เมื่ออายุได้ 8 ขวบ ออร์เทกาย้ายไปอยู่ที่เมืองลา โครูนา (La Coruna) ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีแต่ประชากรยากจน เต็มไปด้วยชนเผ่าเร่ร่อน และมีการลักลอบขนส่งสินค้าที่ผิดกฎหมาย

เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานเพื่อช่วยหาเลี้ยงครอบครัว เขาเริ่มทำงานที่ร้านตัดเสื้อเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง หน้าที่ประจำวันของเขาคือดูแลการขนส่งผ้าในร้าน

ช่วงประมาณปี 1960 ออร์เทกาได้แต่งงานกับ ซาลิย่า เมอร์ร่า (Saliya Merra) ขณะนั้นเจ้านายได้มอบหมายให้เขา รับผิดชอบการขายชุดนอนของสตรี ออร์เทกาพบว่าชุดนอนสวย ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้หญิงหลายคนอดใจไม่ไหวที่จะซื้อ และกลายเป็นสินค้ายอดนิยม แต่ด้วยราคาที่สูงเกินไป ทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่กล้าซื้อ

Amancio Ortega (รูปภาพจาก www.revistavanityfair.es)

เมื่อเห็นความต้องการของลูกค้า ออร์เทกาและภรรยาจึงตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ได้ในราคาที่เหมาะสม ออร์เทกาออกแบบเสื้อผ้าขายจนเป็นที่นิยมอย่างมาก เขาซื้อผ้าราคาถูกจำนวนมากมาจากบาร์เซโลนาและตัดเย็บเป็นชุดนอนสวย ๆ สิ่งเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจแฟชั่นของเขา

ปัจจุบัน ZARA กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยมและมีอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งด้วยกลยุทธ์การค้าปลีกจนกลายเป็นแบรนด์โปรดของผู้คนมากมาย เรียกได้ว่า ZARA ได้คืบคลานไปทั่วทุกมุมโลกแล้ว อาณาจักร Zara จึงประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

และนี่คือเคล็ดลับในการทำธุรกิจของเขา

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

1. ไม่มีการโฆษณา

ZARA ได้ยึดมั่นในกลยุทธ์ “ไม่มีการโฆษณา” มาโดยตลอด ออร์เทกาชอบใช้เงินไปกับการลงทุนในร้านค้าปลีกมากกว่า ประมาณปี 1990 ZARA ได้ขยายสาขาจากจากยุโรปไปยังอเมริกาและเอเชีย ปัจจุบัน Zara มีร้านค้าปลีกมากกว่า 6,500 แห่งใน 88 ประเทศทั่วโลก

2. เลือกทำเลในการเปิดร้าน

ออร์เทกาได้ศึกษาจิตวิทยาของผู้บริโภคจนพบว่าลูกค้าที่ชอบร้านค้าที่ครึกครื้น ร้าน ZARA จึงมักจะเลือกเปิดในทำเลราคาแพงและคนพลุกพล่าน ในนิวยอร์ก ร้านตั้งอยู่ที่ 5th Avenue ในปารีส ร้านตั้งอยู่ที่ถนนฌองส์-เอลิเซ่ (Champs-Elysées) ในเซี่ยงไฮ้ ร้านตั้งอยู่ที่ถนนนานจิง (Nanjing) ดังนั้น ร้านที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ZARA จึงเป็นแบรนด์หรูทั้งหมด เช่น Louis Vuitton หรือ Chanel จะเห็นได้ว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ลองคิดดูสิว่าจะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถเดินไปตามถนนที่มีแต่แบรนด์หรูและแพงที่สุดในโลก แต่คุณสามารถซื้อเสื้อผ้าจากร้านที่ราคาถูกกว่าได้

ภาพถ่ายโดย Monstera จาก Pexels

3. เลือกนางแบบสุดฮอต

นางแบบของ Zara มักเป็นนางแบบที่ฮอตที่สุดในขณะนั้น ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ เพราะคุณเองก็อยากจะแต่งตัวเหมือนนางแบบแฟชั่นชื่อดังได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินมากเกินไปใช่ไหมล่ะ?

4. เป็นคนแรกที่ลอกความคิดของคนอื่น

นอกจากจะมีร้านค้ามากมายทั่วโลกแล้ว ออร์เทกายังเป็นที่รู้จักในฉายา “The World’s First Copy” เขาได้คัดเลือกดีไซเนอร์มือดีมากกว่า 260 คนและเข้าร่วมงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ระดับไฮเอนด์ทุกครั้ง จากนั้น พวกเขาจะช่วยกันสรุปถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในแวดวงแฟชั่น คิดไอเดีย ออกแบบเสื้อผ้าให้คล้ายกับแบรนด์ชื่อดังอื่น ๆ และขายในราคาที่ถูกกว่า กลยุทธ์นี้ยังทำให้วงการแฟชั่นรู้สึกเป็นกังวลอย่างยิ่ง แดเนียล แพต (Daniel Pat) อดีตผู้อำนวยการด้านแฟชั่นของ Louis Vuitton ถึงกับกล่าวว่า “Zara อาจเป็นบริษัทที่สร้างสรรค์ที่สุด แต่ก็สามารถทำลายได้มากที่สุดเช่นกัน”

ภาพถ่ายโดย Anastasia Shuraeva จาก Pexels

5. ใช้กลยุทธ์ “ฟาสต์แฟชั่น” (Fast Fashion)

ZARA ยังเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่าทำอะไรรวดเร็วอย่างมาก ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิตสินค้าภายในระยะเวลาเพียง 4-5 สัปดาห์ ทำให้สินค้าของ ZARA มีการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอและผู้บริโภคเองก็พร้อมที่จะซื้อสินค้าของ ZARA ทันทีที่วางขายเช่นกัน นอกจากนี้ ออร์เทกายังจงใจทำให้สินค้าขาดตลาดตั้งแต่วันอังคารจนถึงวันพฤหัสบดี โดยจะขายเฉพาะเสื้อผ้าไซส์กลางหรือสินค้ายอดนิยมเท่านั้น กลยุทธ์ “Fast Fashion” เป็นกลยุทธ์หนึ่งนี้ทำให้แบรนด์อื่น ๆ รู้สึกกลัว

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

นอกจากนี้ ออร์เทกาก็ยังมีความลับที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้อีกด้วย เช่น

1. เวลากินข้าวหรือทำงาน ให้นั่งโต๊ะเดียวกับพนักงาน

เขารับประทานอาหารร่วมกับพนักงานในบริษัทที่โรงอาหารเสมอ และมักจะทำงานร่วมกับแผนกออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผ้า รวมถึงแผนกอื่น ๆ ที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอีกด้วย

2. แม้ว่าจะลาออกแล้ว แต่ก็ยังเข้าออฟฟิศทุกวัน

ออร์เทกาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเสมอ หลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท Inditex (บริษัทเจ้าของแบรนด์ ZARA) ในปี 2012 เขาก็ยังคงเข้าออฟฟิศอยู่เสมอ

Amancio Ortega รูปภาพจาก www.vozpopuli.com

3. เป็น “เจ้าพ่อแฟชั่น” แต่ไม่สนใจในแฟชั่น

แม้ว่าความร่ำรวยระดับโลกของเขาจะมาจากอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ออร์เทกาไม่ได้มีความสนใจในแฟชั่นเลยสักนิด เขาไม่เคยใช้แบรนด์ของตัวเอง ส่วนใหญ่เขาจะสวมชุดแบบเดียวกันทุกวันคือ กางเกงขายาวสีเทากับเสื้อเชิ้ตสีขาวเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่แบรนด์ ZARA หรือแบรนด์อื่น ๆ ที่เขาเป็นเจ้าของ

4. ทำเงินอย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้เงิน

แม้ว่าหุ้นของ ZARA หรือบริษัท Inditex จะมีมูลค่าสูงถึง 71.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะขายเพราะเขาใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากนัก

5. ชอบเลี้ยงนกสวยงาม

นี่เป็นงานอดิเรกที่ออร์เทกาชอบมาก นอกจากนี้เขายังลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

Amancio Ortega (รูปภาพจาก art.tn)

หวังว่าเรื่องราวและเคล็ดลับของ “เจ้าพ่อแฟชั่น” อามันโซ ออร์เทกา จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่แค่บทเรียนสำหรับคนที่ทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนที่ใช้ในการปฏิบัติต่อมนุษย์ เพื่อกำจัดช่องว่างที่มองไม่เห็นระหว่างผู้ประกอบการ พนักงาน และลูกค้า

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ZARA กลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และทำให้ออร์เทกคว้าตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแซงหน้าบิล เกตส์ได้

คลิกที่รูปภาพเพื่อสั่งซื้อหนังสือ

ที่มา: THUONGTRUONG.EK 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/THUONGTRUONG.EK/photos/a.2028286910797987/2773887942904543/

. . .

หมายเหตุ: เป็นการแปลและเรียบเรียงพร้อมตัดทอนบทความตามความเหมาะสม

แปลและเรียบเรียงโดย: ปิ่นแก้ว ศิริวัฒน์
กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ 7D Book&Digital

ขอบคุณภาพประกอบจาก: เว็บไซต์ Pexels และ freepik